+ Coffee House (s) @ Our Love (s)
posted on 17 Feb 2012 23:39 by this-is-tlr in ShortStories directory FictionCoffee House (s) @ Our Love (s)
“เป็นยังไงบ้าง พี่ต้อง” น้องๆพนักงานในร้านต่างถามไถ่ต้องด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ต้องนั้นขยับกรามไปมากับอาการมุมปากมีร่องรอยของหมัดหลงเหลืออยู่ “เจ็บสิวะ ถามได้” ต้องรับเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาประคบเบาๆ ก่อนจะนึกเซ็งตัวเองที่หลบขวาตรงของอีกฝ่ายไม่พ้น “พรุ่งนี้พี่ต้องปากเจ่อเป็นพญาครุฑแน่ๆ” น้องแคชเชียร์ที่กำลังนับเงินในเครื่อง พูดกลั้วหัวเราะ ที่เห็นลูกพี่หันมาทำตาเขียวปั้ดใส่
“ตกลงจะเข้าข้างใครกันแน่” ต้องทำเสียงดุใส่บรรดาน้องๆ ที่ดูเป็นห่วงเขา แต่ก็พากันแอบยิ้มไปด้วย “โหย ถึงยังไงก็ต้องเข้าข้างพี่ต้องอยู่แล้ว จริงไหมพวกเรา” น้องๆในร้านยืนยันแบบหนักแน่น เพื่อให้ต้องสบายใจ และให้ตัวเองรอดพ้นจากเรดาร์ของลูกพี่ไปด้วยพร้อมๆกัน
“เห็นแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าหมัดพี่หนักขนาดไหน” มาร์คคุยอวดเสียงดังกับน้องๆพนักงานในร้านของตัวเอง “นี่ถ้าพี่ไม่ยั้งเอาไว้บ้างนะ รับรอง สลาบคาที่” บรรดาน้องๆพากันมองหน้ากันไปมา จนทำให้มาร์คที่พอเห็นอาการของน้องๆเป็นแบบนั้นก็ให้นึกสงสัยขึ้นมาในทันที “พี่มาร์ค ดูหน้าตัวเองในกระจกนี่ก่อน” น้องพนักงานชายคนหนึ่งในร้าน ยื่นกระจกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อมให้ส่อง
“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย” พอเห็นโหนกแก้มตัวเองบวมช้ำขนาดนั้น มาร์คถึงกับตกใจ และรู้สึกเจ็บขึ้นมาในทันที “ถ้าหน้าพี่จะดูเบี้ยวขนาดนี้ พวกเราว่า คนที่หมัดหนักไม่ได้มีแค่คนเดียวซะแล้วมั้ง” เสียงหัวเราะของน้องๆพนักงานในร้านดังครืนขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะต้องเงียบเเสียงลงพลัน พร้อมกันการสบายตัวของพนักงานที่แยกย้ายกันไปปิดร้าน เมื่อเห็นมาร์คทำหน้าหงุดหงิดแกมเจ็บปวดแบบนั้น
“เสื้อตัวเก่งของป๋อมแป๋มด้วย นานๆจะใส่ทีนึงนะพี่ปูเป้” เจ้าของประโยคบ่นงึมงำๆเป็นหมีกินผึ่ง ไม่ยอมหยุด ตั้งแต่นั่งทานมื้อเย็นมาด้วยกัน โดยที่คนเป็นพี่สาวอย่างปูเป้นั้น ต้องแอบยิ้ม แอบส่ายหัวอย่างเอ็นดูน้องชาย ว่าวันนี้ ป๋อมแป๋มบ่นได้ยาวไม่มีหยุดจริงๆ
“แถมราคามันก็ไม่ได้ถูกๆ เซ็งเป็นบ้าเลย” ป๋อมแป๋มคว้าแก้วน้ำแตงโมปั่นมาไว้ในมือ แต่แทนที่จะดูดน้ำจากหลอดนั่น ปูเป้กลัวเห็นน้องกัดปลายหลอด เคี้ยวมันไปมาอย่างระบายความหงุดหงิดแทน เมื่อป๋อมแป๋มคิดถึงเสื้อเชิ้ตแขนยาวใส่ทำงาน ที่ถอดเปลี่ยนเอาไว้ในรถ ส่วนปูเป้นั้นหัวเราะออกมาเบาๆ พลางใช้ส้อมจิ้มชิ้นสับปะรด ที่สั่งมาเป็นผลไม้ทานหลังมื้ออาหารขึ้นทาน
“นี่ตกลง ป๋อมแป๋มกำลังจะบอกพี่ว่า น้องพี่คนนี้ มีคนมาแอบชอบถึงสองคนพร้อมๆกันเลยหรือ” ปูเป้พูดไปยิ้มไป มองหน้าป๋อมแป๋มไปด้วย เพื่อพยายามจับอากัปกิริยาของน้องตัวเอง “อะไรกันพี่ปู้เป้ ตกลงนี่ไม่ได้ฟังที่ป๋อมแป๋มเล่าให้ฟังเลยใช่ไหมเนี่ย” ป๋อมแป๋มทำเสียงน้อยใจ เคืองที่พี่สาว แทนที่จะรับฟังและเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ กลับทำมาเป็นพูดเล่นเรื่อยเปื่อยไปเรื่้องอื่นเสียได้
“ก็เพราะว่าพี่ฟังที่ป๋อมแป๋มพูดมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นน่ะสิ พี่ถึงได้พูดแบบนี้” ปูเป้ยังคงยืนยันความคิดเดิมของเธอ หลังจากฟังเหตุการณ์ที่น้องเล่าให้ฟัง และคิดตรองกรองดูกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบแล้ว “ก็เล่นพากันเรียกร้องความสนใจจากป๋อมแป๋มกันทั้งคู่ แบบนี้ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้หรอก เชื่อพี่เถอะ” ปูเป้พูดจบก็บอกให้บริกรนำกาแฟร้อนมาเสริฟได้เลย
“อะไรของพี่ปูเป้เนี่ย” ป๋อมแป๋มทำหน้าเมื่อย ขมวดคิ้ว แก้อาการเขินๆประหลาดๆ ที่อยู่ๆก็ต้องมาฟังพี่สาวบอกว่า มีคนมาชอบเขาพร้อมๆกันถึงสองคนแบบนี้ “มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ” ป๋อมแป๋มยังไม่ยอมรับหรือเชื่อในสิ่งที่พี่สาวว่าเอาไว้ “เอ้า ถ้าอย่างนั้นลองคิดดูนะ ป๋อมแป๋ม” ปูเป้เปิดฉากวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้น้องชายฟัง “กรณีของต้อง” ปูเป้เริ่มพูดไล่เป็นคนๆไป
“มีอย่างหรือ อยู่ๆต้องเขาจะให้ใครมาทำกาแฟอร่อยกว่า ทำขนมรสชาติดีกว่า เกินหน้าเกินตาเขา โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่า ป๋อมแป๋มจะเป็นคนกินด้วยแล้ว” ปูเป้พูดพลางสังเกตน้องรักของตัวเองไปด้วย “ก็แหม ผูกขาดชงกาแฟแสนอร่อย ปรุงเค้กทำขนมสุดเลิศให้มานานขนาดนี้ ใครคนไหนเข้ามา ก็ต้องเรียกว่า กำลังมาชุบมือเปิดแล้ว” ปูเป้ฟันธงเจ้าของร้านกาแฟแบบสูตรดั้งเดิมอย่างต้องจบลงไปเป็นรายแรก
“มาถึงหน้าใหม่ แต่ต้องการทำตัวเป็นม้ามืดตีนปลาย วิ่งเข้าวินกันบ้าง” ปูเป้เริ่มวิจารณ์การกระทำของชายหนุ่มคนที่เหลือพอดี “มาร์คใช่ไหมคนนี้” ป๋อมแป๋มไม่ตอบ แต่ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ปูเป้เลยพูดต่อไปอีกว่า “ฟังๆดู คนๆนี้น่ะ มั่นใจในความคิดของตัวเองอย่างที่สุด แถมจะมีหนุ่มหน้าใส ที่แอบชอบ แต่ไม่กล้าพูดด้วย มาบอกปัดทางที่จะใช้สานสัมพันธ์ด้วย อย่างร้านกาแฟ"
"เพราะรู้ว่าป๋อมแป๋มชอบกินกาแฟ ชอบกินขนมกินเค้ก แบบไม่กลัวอ้วนแบบนี้ด้วยแล้ว ไม่เส้นเลือดในสมองแตกไปเสียก่อนด้วยความโมโห ก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ปูเป้หัวเราะชอบใจกับประโยคของตัวเอง แต่ป๋อมแป๋มคิดว่ามันไม่ได้เข้าท่าเลยสักนิด
“คนหนึ่งรู้ว่าป๋อมแป๋มจะเปลี่ยนไปกินคนอื่น ใครจะทำใจได้ ส่วนอีกคนเสนอตัวให้ แต่ป๋อมแป๋มไม่ยอมกิน ใครจะไปทนไหว” ปูเป้พูดแซวน้องออกไปแบบนั้น ทำให้เห็นน้องชายทำตาโตเท่าไข่ห่าน หันมองไปทั่ว อย่างกลัวว่าใครจะมาได้ยิน
“น่าเกลียดที่สุดเลย พี่ปูเป้เนี่ย พูดออกมาได้ ป๋อมแป๋มไม่ได้ต้องการจะกินใครทั้งนั้นแหละ” ยิ่งแก้ตัว ป๋อมแป๋มก็เห็นพี่สาวทำจ๊วบปากจุ๊บๆใส่เป็นการล้อเลียนอยู่อย่างนั้น พอดีกับที่บริกรนำกาแฟพร้อมกับขนมหวานมาให้พอดี “ทีรามิสุไหม ป๋อมแป๋ม” เจ้าของชื่อได้ยินพี่สาวชวน ก็ส่ายหน้า และเป็นครั้งแรกที่ปูเป้เห็นป๋อมแป๋มปฏิเสธของชอบขนมที่ตัวเองโปรดปรานเช่นนี้
“พี่ต้อง สั่งแมคคาเดเมียกับพีแคนเพิ่มด้วยนะคะ” เสียงพนักงานกะเช้าร้องเตือนชายหนุ่มเจ้าของร้าน ที่ชะเง้อมองไปทางหน้าร้านเกือบทุกๆนาที มองหาใครบางคน ที่จะเดินผ่านประตูอาคารนั่นเข้ามา “เออๆ” ต้องรับคำไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจฟังที่ลูกน้องบอกมาแต่อย่างใด
“พี่ต้อง เงินในเซฟนั่นน่ะ พวกเราขอเอาไปถลุงเล่นนะ” น้องๆพนักงานแกล้งพูดแหย่ ลองดูซิว่าตอนนี้ต้องนั้น ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร้านบ้านหรือเปล่า “เออๆ” แล้วพอต้องตอบกลับมา บรรดาพนักงานก็หัวเราะครืนใหญ่ออกมาพร้อมๆกัน พลางพากันมายืนขนาบข้าง ล้อมตัวลูกพี่เอาไว้ ต้องนั้นพอรู้ตัวว่า ตัวเองรายล้อมไปด้วยน้องๆ ก็ทำท่าจะหาทางหนี แต่ก็ไม่สำเร็จ
“มองหาใครน่ะพี่ต้อง” หนึ่งในนั้น แย็บถามออกไป ทั้งๆที่ก็รู้กันดีอยู่แล้ว “เปล่าสักหน่อย” ต้องนั้นรีบพูด จนแทบจะเป็นการตะกุกตะกักตอบเลยด้วยซ้ำ “อย่าไปยอมนะพี่ต้อง” น้องคนที่เป็นแคชเชียร์ทำป้องปากกระซิบกระซาบ แต่ก็ดังมากพอที่จะได้ยินกันหมดทุกคนนั่นแหละ หนำซ้ำยังทำบุ้ยบ้ายปากไปทางร้านกาแฟฝั่งตรงกันข้ามให้เห็นอีกต่างหาก “ถ้าเป็นหนูนะพี่ต้อง หนูไม่ยอมหรอก” น้องแคชเชียร์คนเดิมพูดขึ้นอีก
“ใช่ๆ พี่ป๋อมแป๋มน่ะ แฟนพี่ต้องแท้ๆ อยู่ๆจะมาแย่งไป เฮ้ย ได้ไงเนี่ย” น้องผู้ชายอีกคนเสริมความคิดที่คล้ายกันออกไป “เฮ้ย แฟนอะไรกัน บ้าแล้ว” ต้องทำโบกไม้โบกมือปฏิเสธ กลบเกลื่อนอย่างเอาไว้ไม่อยู่ ด้วยความยากลำบาก “ถูก เราเห็นด้วยกันทุกคนแหละพี่ต้อง ใจๆหน่อยพี่ ลุยให้เละไปข้างหนึ่งเลย เนอะ” น้องพนักงานพยักเพยิดกันสุดกำลัง “เหรอ” หนุ่มต้องถามหาแรงสนับสนุน น้องๆนั้นพากันอมยิ้มแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกันทุกคน
“เฮ้ย เราจะบอกอะไรให้ เขาน่ะ รักกันมาตั้งนานแล้วนะ” มาร์คที่ยืนอยู่ด้านหน้าเตาอบขนมค่อยๆหันไปมองทางน้องพนักงานในร้านของเขา ที่กำลังคุยไปจัดของไป เพื่อเตรียมตัวเปิดร้านไป แต่ในแบบที่ไม่ให้น้องๆไม่รู้ตัว ว่ากำลังถูกแอบฟังอยู่ “อะไรกัน แฟนเฟินอะไร ไม่เห็นจะเหมาะสมกันเลยสักนิด นี่ถ้าไม่ติดว่าก็แค่รู้จักกันมาก่อนน่ะนะ พี่มาร์คของเรา”
น้องคนที่เรียกชายหนุ่มเจ้าของชื่อมารับโทรศัพท์ญาติ ที่จะขอกินกาแฟกับขนมฟรีเมื่อวานนี้ ทำกระซิบกระซาบคุย เพื่อให้มาร์คหูผึ่งมากกว่าเดิม “พี่มาร์คน่ะ ดูดีกว่า เหมาะสมกับพี่ป๋อมแป๋มมากกว่าด้วยประการทั้งปวง” บรรดาน้องๆเห็นมาร์คเผลอหลุดยิ้มกริ่มออกมา ก็พยายามกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่ กับการที่พนักงานของทั้งสองร้าน รวมทั้งแฟนเพจทั้งหลาย ลงมติให้ยุชายหนุ่มเจ้าของร้านทั้งสอง แข่งกันจีบ `คนต้นเรื่อง` ให้ได้
“พี่มาร์คครับ” น้องคนหนึ่งที่ทำหน้าตาย เรียกชื่อลูกพี่ของตัวเองออกไป “อะไรๆ ว่าไงนะ อะไร ไม่ทันได้ฟัง คือกำลังสนใจอยู่แต่กับขนมในเตา คือ มีอะไร” บรรดาน้องๆพนักงาน ถ้าไม่ติดว่าเดี๋ยวความลับจะแตกเสียก่อน จะส่ายหน้าแล้วโห่ให้กับความไม่เนียนของหนุ่มมาร์คเข้าให้เสียจริงๆ เพราะในเตาอบขนมนั้น มันมีขนมอบอยู่เสียที่ไหนกันล่ะ
“คือผมอยากจะถามพี่มาร์คว่า พี่ป๋อมแป๋มเขาน่ารักมากใช่ไหมครับ” มาร์คถึงกับอึ้งในคำถามที่พุ่งทะลุเข้ากลางอกแบบนั้น “ก็ แค่พอดูได้น่ะ คือ ก็ ไม่ แบบไม่ได้สนใจอะไร ก็ไม่ได้มอง คือยุ่งทุกวันน่ะนะ” อะไรที่มาร์คพูดออกมาทั้งหมด กับน้องๆพนักงานของร้านแล้ว มันหมายความตรงกันข้ามทุกอย่าง
“แหม เสียดาย นี่ถ้าพี่มาร์คแอบชอบพี่ป๋อมแป๋มอยู่ล่ะก็ พวกเราเชียร์ใจขาดดิ้น ให้เป็นแฟนกันเลยนะ จริงๆสิซิบอกให้” คนที่แอบปิ๊งเขา แต่ไม่กล้าชวนคุย ถึงกับทำตาชวนฝัน หันไปมองทางประตูทางเข้าอาคารโดยฉับพลัน เป็นผลทำให้น้องๆพนักงานหัวเราะคิกคักกันถ้วนหน้า
“แม่ ป๋อมแป๋มยังไม่มีแฟน” ป๋อมแป๋มที่เดินหอบงานออกมาจากรถยนต์ส่วนตัว รีบปฏิเสธสิ่งที่แม่เพิ่งถามผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือมาในทันที “แต่พี่ปูเป้เล่าให้แม่ฟังหมดแล้วนะ อย่ามาโกหกแม่ เดี๋ยวจะโดนจับเปิดกางเกงตีก้น” ป๋อมแป๋มไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่แม่ของเขาพูดผ่านมาให้ได้ยินเลยจริงๆ
“ตั้งสองคนเลยหรือลูก แล้วหล่อทั้งคู่เลยไหม รวยด้วยหรือเปล่า แล้วจะพามาให้แม่ดูตัวและช่วยเลือกเมื่อไหร่ ป๋อมแป๋ม ไปไหนแล้ว ลูก ป๋อมแป๋ม” เจ้าของชื่อทำเป็นบอกว่าสัญญาณหาย ไม่ได้ยินเสียงแม่ ก่อนจะรีบตัดสายทิ้งไปเลยทันที “ไปเชื่ออะไรที่พี่ปูเป้พูดล่ะแม่” ป๋อมแป๋มส่ายหัว ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคาร ที่แน่นอน ต้องเดินผ่านร้านกาแฟสองร้าน ที่ตั้งขนาบทางเดิน เพื่อที่จะเดินตรงไปขึ้นบันไดเลื่อนตรงกลางนั้นต่อไป
“ป๋อมแป๋ม” เสียงเรียกชื่อของเขานั้น ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเสียง แต่มีถึงสองเสียงที่ป๋อมแป๋มได้ยิน “อะไรกันอีกล่ะ” ป๋อมแป๋มทำหน้าหวาดๆ คิดว่าเขาควรจะรีบเดินผ่านไปเลย ไม่หยุดคุยหรือทักทายใครทั้งนั้น “เดี๋ยวก่อนสิป๋อมแป๋ม ผมขอโทษ” ต้องรีบเดินไปดักหน้าอีกฝ่ายเอาไว้
เขายิ้มยิ้ม เขาน่ะชอบมาจ้องกัน
ฉันเลยอ่อนปวกเปียก อ่อนไปทั้งหัวใจ
เมื่อเขาถามถาม ว่ามารักกันหน่อยไหม
ฉันจะทำยังไง ช่วยบอกที
“ผมก็ต้องขอให้คุณยกโทษให้ด้วย ผมผิดเอง” มาร์ครีบเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าของป๋อมแป๋มด้วยเช่นกัน “ใช่ คุณน่ะผิดที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังนะต้อม โตๆกันแล้ว” ป๋อมแป๋มตำหนิต้องด้วยความหวังดี “ส่วนคุณ ผมยังไม่รู้จักหรือเคยคุยกับคุณเลย แล้วคุณคิดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณมาร์ค” แล้วก็ตามด้วยการตำหนิอีกคนที่เหลือให้เกิดความเท่าเทียมกัน
เลยคิดจะลอง ก็ฉันมันอยากรู้
มันห้ามไม่อยู่ ก็มันไม่เคย
ฉันเลยโอเค
“เวลาคุณโกรธนี่ น่ารักดีเนอะ” มาร์คทำพูดไปเขินไป “ฮะ ว่าไงนะ” ป๋อมแป๋มออกอาการงงกับสิ่งที่ได้ยิน “แต่ผมว่า เวลาป๋อมแป๋มกัดทีรามิสุต่างหาก ที่น่ารักกว่า” ต้องเอาภาพจำของเขามาขยายความให้เจ้าตัวได้ฟัง “ฮะ อะไรนะ” ป๋อมแป๋มรู้สึกว่า เขากำลังจะมึนงงได้ที่แล้ว
หวิวหวิวหวิว เห็นว่าเขาน่ะเข้ามา
เมื่อนัยน์ตาเจอตา ไฟฟ้าก็เจอกัน
เมื่อเผลอเผลอเผลอ มือต่อมือก็จับกัน
ฉันก็สั่นสั่นสั่น แต่ไม่ถอย
“ผมชอบคุณ” ทั้งต้องและมาร์คโพล่งประโยคเดียวกันออกมา ก่อนจะหันไปทำปากปูดหน้าบวมใส่กันและกัน เมื่อเห็นว่า ต่างฝ่ายต่างพยายามขโมยซีน แย่งความเด่นกัน “รู้มั่งใครมาก่อน” ต้องหันไปจะเอาเรื่อง พลางแตะมือเข้าที่เอวด้านหนึ่งของป๋อมแป๋ม “ของแบบนี้ใครดีใครได้ต่างหาก” มาร์คเถียงตอบอย่างไม่ลดละ พร้อมกับวางมือแตะไปที่เอวด้านที่เหลือของป๋อมแป๋ม
เลยคิดจะลอง ก็ฉันมันอยากรู้
มันห้ามไม่อยู่ ก็มันไม่เคย
ฉันเลยโอเค ฉันเลยโอเค
“ฮัลโหล ผมยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน เห็นกันบ้างไหม” ป๋อมแป๋มคิดว่า ณ จุดๆนี้ เขาน่าที่จะมีสิทธิ์ออกเสียง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง “ถ้านายคิดว่านายมีดีถึงขนาดจะแย่งป๋อมแป๋มไปจากฉันได้ ก็ลองดู” ต้องรั้งเอวของป๋อมแป๋มให้เอียงตัวเข้ามาหาทางเขา “แน่นอนอยู่แล้ว นายนั่นแหละที่สมควรจะต้องหลบไป รู้ไว้ซะด้วย” มาร์คไม่ยอมแพ้รั้งเอวของป๋อมแป๋มด้านที่มือของเขาแตะอยู่ให้เอียงเข้ามาหาตัวเขาบ้าง
ก็ไม่เคยรู้ รักดีหรือเปล่า อยากจะรู้
มันไม่เคยเห็นก็อยากดู
คิดก็คิดอยู่ ว่าซักวัน มันจะต้องเคย
ก็ลองลองลองมันซะเลย
ฉันเลยโอเค
“ผมไม่ใช่ตุ๊กตาไบลท์ของใครนะ” พูดจบ ป๋อมแป๋มก็เขินเอง เมื่อเปรียบเทียบตัวเองว่าทั้งสวยและทั้งแพงขนาดนั้น “แต่ป๋อมแป๋มใช่ที่สุดของผม” สองหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ พูดประโยคเดียวกันอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมๆกับที่ทั้งสองคน ก้มลงหอมแก้มของป๋อมแป๋มกันคนละข้าง ท่ามกลางสายตาของพนักงานของทั้งสองร้านที่ตาโต อ้าปากค้างกันเป็นแถบ
ก็ไม่เคยรู้ รักดีหรือเปล่า อยากจะรู้
มันไม่เคยเห็นก็อยากดู
คิดก็คิดอยู่ ว่าซักวัน มันจะต้องเคย
ก็ลองลองลองมันซะเลย
ฉันเลยโอเค
“เกย์ อีส เอเวอรี่ แวร์ เรียลลี่ จริงๆ” แถมด้วยเพื่อนพนักงานหญิงสาวหลายต่อหลายคน ออฟฟิซเดียวกันกับป๋อมแป๋ม ที่พากันเดินลงมาด้านล่าง เพื่อหาซื้อกาแฟดื่ม และทานขนมรองท้องยามเช้ากัน ที่ตอนนี้ พอเห็นภาพของชายหนุ่มทั้งสามคนตรงหน้า ที่แก้มสองข้างของหนุ่มคนตรงกลาง ถูกแนบไปด้วยปลายจมูกและริมฝีปากสองเซ็ทพร้อมๆกัน หญิงสาวเหล่านั้น บ้างก็หยิบยาดมขึ้นมาปักรูจมูกพร้อมสูดหายใจเข้าปอดจนลึก
ฉันเลยว่าฉันจะโอเค
ก็คงจะต้องลอง
ฉันเลยว่าฉันจะโอเค
เอ้า ก็ลองดูแล้วกัน
ก็คนมันไม่เคย
ฉันเลยว่าฉันจะโอเค
“ไอ ซี เกย์ พีเพิ่ล อะเกน อีกแล้ว” แล้วบางคนก็แทบเข่าทรุดเข่าอ่อน เพราะรู้ตัวว่าไม่มีโอกาสได้แอ้มสองหนุ่ม สองหน่อ สองสไตล์นี้แล้ว เมื่อสองหนุ่มโสดเจ้าของร้านกาแฟทั้งสอง มาร์คและต้อง ไม่เพียงแต่จะชิงเด่นกันในเรื่องรสชาติของกาแฟและขนมที่ขายภายในร้านเท่านั้น แต่ยังประกาศศึกชิงดำ พร้อมที่จะห้ำหั่น แย่งชิงหัวใจของหนุ่มหน้าใสอย่างป๋อมแป๋มมาครอบครองให้ได้อีกต่างหาก
ฉันเลยโอเค
เพ็กพักตร์ ศิริกุล