* Two Hearts

posted on 22 Sep 2010 23:04 by this-is-tlr  in ShortStories

 

Two Hearts

by TLR

 

"ครบแล้วใช่ไหม" เสียงถามนั้น ฟังแล้วแย่กว่าความเงียบงันที่เกิดขึ้นในจิตใจหลายเท่าตัวนัก "ไม่ลืมอะไรนะ" ปลายน้ำเสียงที่ได้ยิน แม้ว่าคนฟังอยากจะเข้าข้างตัวเองใจจะขาด ว่ามันฟังดูแปร่ง และแกว่งอย่างที่คนพูดนั้น พูดไปใจก็สั่นสะท้านอยู่ไม่น้อย เมื่อวันนี้ต้องมาถึง ว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การล้อเล่นเอาสนุก และจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายเช่นกัน

 

ชายหนุ่มที่มองดูคนรักเดินเลยออกไป โดยเบี่ยงตัวให้ไกลจากการเอื้อมมือของเขา ถอนใจออกมาเบาๆ ในใจเจ็บแปล๊บอย่างห้ามไม่ได้ ทำได้แค่มองตามไปเท่านั้น พยายามจะหาทางสบตากับอีกฝ่าย แต่มันก็ไม่เป็นผลสำเร็จ และเขารู้ดีว่า เจ้าของห้องนี้ จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเสียด้วย ทั้งๆที่มีอะไรมากมาย ที่อยากจะพูดออกมา อยากให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า เจ้าของห้องที่กำลังจะกลายเป็นอดีตในทุกๆเรื่องของชีวิตเขานั้น ต้องการจะตัดทุกอย่างให้จบสิ้นภายในวันนี้

 

ของส่วนใหญ่ คงจะส่งถึงพรุ่งนี้ ส่วนที่เหลืออยู่นี้ บริษัทขนส่งจะมารับไปพรุ่งนี้” เจ้าของห้องพูดจบก็ใช้มือที่พยายามหักห้าม ออกคำสั่งไม่ให้มันสั่น จับไปที่ลูกบิดประตู เปิดมันออกช้าๆ ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองเตรียมตัวมาอย่างดี เพื่อให้พร้อมสำหรับวันนี้ แต่มันกลับยากกว่าที่คิดเอาไว้อย่างแสนสาหัส ภายในความรู้สึกนั้น เขามองเห็นตัวเองลงไปกองอยู่กับพื้นด้วยความอ่อนแรง กับความบอบช้ำในใจเรียบร้อยแล้ว แต่ภายนอกที่ต้องแสดงความเข้มแข็งที่กัดกินความรู้สึกนี้ออกมา มันเหมือนไม่ได้ใส่ใจ ว่าอีกฝ่าย จะอยู่หรือจะไป

 

ถ้าเราจะคุยกันอีกสักครั้ง” คำขอร้องแผ่วเบา แทบฟังไม่ได้ยิน เหมือนคนที่พูดออกมา ก็แทบจะขาดใจอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมคำพูดทุกคำมันถึงได้ดังก้อง สนั่นอยู่ในความรู้สึก และยิ่งแย่ลงจากเดิม เมื่อเจ้าของห้องกลับเบือนหน้าหนี พร้อมทั้งใช้มือดึงประตูให้เปิดกว้างมากขึ้น มากพอสำหรับแค่คนๆเดียวที่จะเดินออกไป ทั้งๆที่ก่อนหน้า ประตูบานเดียวกันนี้ เป็นประตูที่เปิดออก เพื่อให้คนทั้งคู่เดินออกไปเผชิญเรื่องราวต่างๆด้วยกันมาเสมอ และยังรอรับให้ทั้งสอง กลับมาพักพิงเมื่อเหนื่อยล้า แต่ครั้งนี้ มันจะปิดลงตามหลัง และทิ้งคนหนึ่งไว้ที่ด้านนอกนั่น เพื่อให้หาทางไปต่อเอง โดยไม่มีอีกคนร่วมทางอีกต่อไปแล้ว

 

โชคดีนะ” อาการปวดหนึบจนชาในใจ มันทำให้น้ำเสียงนั้นปร่าแปร่งกว่าเดิม พูดบอกออกไปอย่างนั้น โดยที่ไม่ยอมสบตา หรือแม้แต่จะมองหน้าของคนที่เคยเป็นชีวิต คือจิตใจ และมีอนาคตร่วมกัน ที่วันนี้ คำๆเดียวกัน อนาคต กำลังจะพาเขาคนนี้ไป เพื่อให้พรุ่งนี้เหลือเพียงคำว่า อดีต ทิ้งเอาไว้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ คนที่ออกไปยืนอยู่ที่ด้านนอกนั่น สายตามีเพียงแค่ความปวดร้าว เจ็บจนเกินบรรยาย ทั้งๆที่อยากให้อีกฝ่ายรับฟังมากกว่านี้ แต่ก็เห็นเพียงแค่ความเย็นชา และสิ่งสุดท้ายที่ไม่อยากเห็นจากคนรัก นั่นก็คือ การที่คนที่เป็นทุกอย่าง ปิดประตูบานนั้นลง เพื่อกั้นคนทั้งสองเอาไว้ให้อยู่กันคนละโลก

 

ผมรักคุณนะ ได้ยินไหม” เสียงสั่นเครือลอดผ่านบานประตูนั้นเข้ามาให้เจ้าของห้องได้ยิน น้ำตาที่เอ่อจนเกือบล้นขอบตาอยู่แล้ว จึงร่วงหล่นลงอาบหน้า เจ้าตัวต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้จนแน่น เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นไห้ เล็ดรอดออกไป ไม่ให้เขารู้ว่าตัวเองกำลังอ่อนแอและอ่อนไหวมากแค่ไหน ความเงียบที่เป็นเพียงเสียงตอบกลับมา ทำให้หัวใจแทบแตกสลาย เหมือนคนไม่มีที่ไป เหมือนคนกำลังหลงทาง เคว้งคว้าง และต้องการหาเพียงแค่คนเดียว ที่รู้จัก ที่คุ้นเคย มาช่วยชีวิตของเขาเอาไว้จากที่ตรงนี้ ชายหนุ่มขบกรามจนแน่นอย่างไม่รู้ตัว เพื่อหวังว่ามันจะบรรเทาความแน่นหน้าอก จนทำให้เจ็บร้าวไปหมดนี้ได้ แต่มันก็เป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ เมื่อเขารู้ตัวว่า เขาได้หันหลังและเดินจากที่หน้าประตูนั้นออกมาช้าๆ

 

เช้านี้ มันแตกต่างจากทุกวัน ไม่เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น ข้าวของที่เคยมีกว่าครึ่งห้องหายไป ความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ให้รู้สึกได้ในทันที กวาดสายตาไป ก็รู้ดีว่า จะต้องทำให้ถูกตอกย้ำมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่ก็ยังหยุดกิริยาของตัวเองไม่ได้ อาการหน่วงๆที่ใต้หน้าอก อยากจะหาอะไรมากำจัดมันให้สิ้นไป แต่กลับคิดถึงอะไรไม่ออกสักอย่าง ตีบตัน เชื่องช้า และมึนงง ตลกดี ที่ยอมบอกกับตัวเองว่า คงเป็นเพราะอาการของคนที่เพิ่งตื่นนอน ทั้งๆที่ตลอดทั้งคืน ตัวเองนอนไม่หลับเลยสักนิด

 

`หวังว่าคงจะดีขึ้น` บอกกับตัวเองไปเรื่อยๆ อะไรก็ได้ เพื่อให้ความคิดที่แล่นผ่านเข้ามา พาตัวเองให้ไกลออกจากความหนักอกที่เกาะกุมหัวใจอยู่ไม่ยอมห่าง รอเพียงแต่จะเผยออกมาแสดงตัวให้เห็น เพื่อที่ว่า จะมีน้ำตานองใบหน้าในทันทีที่ได้เห็นมัน กาแฟควันกรุ่นแต่รสชาติไม่ได้เรื่องอยู่ในถ้วย จิบมันไปได้เพียงนิดเดียว และวางมันลงที่โต๊ะทำงาน เสียงรอบข้างค่อยๆดังขึ้นทีละน้อย เมื่อพนักงานคนอื่นๆ ต่างทะยอยกันมาถึงออฟฟิซ มันทำให้ต้องรับรู้ว่า ตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวในสถานที่นี้อีกต่อไป และยังเป็นสัญญาณบอกให้รู้อีกว่า งานยากกำลังจะเริ่มต้นขึ้น กับการปั้นหน้า แสดงท่าทางให้เป็นปกติ ทั้งๆที่หัวใจปวดหนึบอยู่อย่างนี้

 

เสาร์ อาทิตย์ ไปเที่ยวไหนกันมา” คำถามจากเพื่อนสนิทที่นั่งโต๊ะข้างๆกัน ลอยผ่านมาให้ต้องนั่งนิ่งเกือบจะในทันที ด้วยความรู้สึกว่า จะเลี่ยงมันไปอย่างไร “ฉันถามว่าไปเที่ยวไหนกันมา” คำถามนั้นยังคงยืนยันถึงความต้องการในคำตอบ “ทำไมหรือ” ถามออกไปอย่างนั้น ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำตัวปกติได้ดีแค่ไหน “ก็ฉันโทรไปหา ไม่เห็นรับสาย เลยนึกว่าน่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน” คนถามทำยิ้มอย่างมีเลศนัย มองมาด้วยสายตาที่เหมือนจะยั่วเย้าอยู่ในที “หรือว่า โทรไปตอน นั่น กัน” คำพูดเว้นระยะห่างของคำอย่างติดตลกของเพื่อน พลางส่งเสียงหัวเราะกระเซ้าตามมา ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งนิ่ง และดูไม่ขยับเขยื้อนมากยิ่งขึ้น จนทำให้คนพูดรู้สึกผิดขึ้นมา

 

ล้อเล่นน่า อย่าโกรธนะ” เพื่อนสนิทรีบขอโทษขอโพย ที่อาจจะละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวมากจนเกินไป เธอรีบยื่นมือไปบีบมือของอีกฝ่าย ที่ตอนนี้เพื่อนของเธอ ดูแปลกๆไป เหมือนมีอะไรมากมายเหลือเกิน ที่มันอัดอั้นอยู่ภายในใจ แต่ทำได้ก็เพียงแค่ซ่อนมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้กับใจ “ไม่เป็นไรหรอก” ยิ้มที่ดูฝืนเหลือเกิน มันทำให้เพื่อนรับรู้ได้ในฉับพลันว่า มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และมันก็แย่เอาการ มากพอดู จนสามารถทำให้คนๆหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับชีวิต ต้องมามีใบหน้าที่หม่นหมอง และดูเศร้าสร้อยเสียเหลือเกิน

 

มีอะไรให้ฉันช่วยได้ ก็บอกนะ” เสียงที่แสดงความห่วงใยอย่างจริงใจ แว่วผ่านมากระทบให้ได้ยิน มันทำให้ดวงตาที่เริ่มกะพริบจนถี่ ร้อนผะผ่าว จนแทบจะส่งความร้อนที่มันรู้สึกเกินจะทน ส่งผ่านไปแผดเผาหัวใจให้มอดไหม้ลงไปในชั่วเสี้ยววินาที “ขอบใจนะ” เสียงที่สั่นเครืออย่างชัดเจน ทำให้เธอต้องนั่งลงที่ข้างๆของอีกฝ่าย บีบมือของชายหนุ่มอีกครั้ง และครั้งนี้พยายามถ่ายทอดความรู้สึกเป็นห่วง ส่งผ่านไปให้ได้มากที่สุด “มีอะไร” คำถามง่ายๆ แต่มันช่างทรมานความรู้สึกยิ่งกว่าอะไร

 

รอยยิ้มเมื่อชายหนุ่มหันหน้ามามอง มันทำให้หญิงสาวพูดไม่ออก “ไปหาข้าวเย็นกินกันนะ” คำขอนั้นฟังดูแล้ว ก็รู้ได้ว่า มันดังออกมาจากคนที่หัวใจกำลังแผ่วเสียง “แล้ว” คำตอบมีเพียงอาการส่ายหน้าเบาๆ “เลิกกันแล้ว” แล้วน้ำตาก็หยดลงมาให้เห็น ไม่ต่างอะไรกับคนที่สูญเสียความสุขไป “เขาย้ายออกไปเมื่อวานนี้” ความเงียบงันเอาชนะการสนทนานั้นได้ในทันที

 

การที่แกมาเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท ในฐานะหัวเรือใหญ่ เป็นกรรมการบริษัทแทนพ่อของตัวเอง มันทำให้เราสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ นี่ไง ดูซะ รายงานผลการดำเนินงานของเราดีขึ้นเป็นอย่างมาก ในเดือนที่ผ่านมา เพราะได้ความเชื่อมั่นจากบรรดาผู้ถือหุ้น พวกนักลงทุนก็มั่นใจ แถมลูกค้าก็ยังสั่งสินค้าเข้ามาจำนวนมาก แกตัดสินใจถูกต้องแล้ว ไอ้การเป็นศิลปินอะไรของแกนั่นน่ะ แกทำมันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้ สิ่งที่แม่กับพ่อของแกสร้างมา มันต้องมีผู้สานต่อ มันต้องมีคนเข้ามารับหน้าที่แทน” ชายหนุ่มจับช้อนทานข้าวในมือเอาไว้นิ่งๆ กดมันเอาไว้กับจานอาหารตรงหน้า เมื่อหญิงวัยกลางคน ที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามที่อีกหัวโต๊ะหนึ่ง พูดส่งเสียงผ่านมา

 

นี่คือสิ่งที่พ่อของแกต้องการ ที่ได้สั่งเสียเอาไว้” ผู้เป็นแม่ตวัดสายตากลับจากอาการของลูกชายคนเดียว พยายามกล้ำกลืนเอาความไม่พอใจไว้ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ แต่มันจะไม่เป็นประเด็นให้ต้องพูดถึงอีกต่อไป “จริงหรือครับ” คำถามเอ่ยผ่านออกมาจากชายหนุ่ม เขายังคงจับสายตาไปที่อาหารในจานนั้น ที่เขาเองจำไม่ได้ว่าต้องการกินมัน เพราะรู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้สั่งมันมาเป็นอาหารเย็น “ใครกันแน่ครับแม่ ที่ต้องการ” แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นแม่อย่างตรงๆ “อย่ามาใช้น้ำเสียงแบบนี้กับฉัน” เสียงสั่งนั้นบอกให้รู้ได้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่การสนทนาบนโต๊ะอาหารที่เธอต้องการ

 

แล้วสิ่งที่ผมต้องการ” เขาเน้นน้ำเสียงลงไปเพื่อให้แน่ใจว่า แม่ของตัวเองได้ยินประโยคนั้นชัดเจนที่สุด “สุดท้ายแล้ว แกก็ต้องการไม่ต่างอะไรไปจากที่ฉันเตรียมเอาไว้ให้ แกก็รู้ดี” เธอวางช้อนส้อมลงจนเกือบจะเป็นการกระแทกมันลงกับโต๊ะ “มันไม่ใช่ความจริง แม่ก็รู้ดี” ชายหนุ่มพูดมันออกไป ความรู้สึกที่เขาและแม่ก็รู้ดีว่า มันคืออะไร “นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร” เธอพูดต่อจากลูกชายเกือบจะในทันที “ชีวิตของแกมันไม่ใช่ทางเลือกที่แกควรจะมี” เธอเองมองลูกชายด้วยสายตาที่บอกให้รู้ว่า เหตุใดคนเป็นแม่จึงย่อมจะรู้ดีกว่าเสมอ “เพราะแม่ไม่ได้เป็นคนเลือกให้ใช่ไหมครับ” สิ้นประโยค มันทำให้ผู้เป็นแม่ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ในทันที

 

ฉันไม่ได้เลี้ยงแก เพื่อให้มาพูดแบบนี้กับฉันนะ” อาการโกรธแสดงออกมาอย่างชัดเจน กับลูกชายที่แน่นอน เธอปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าทุ่มความหวังไปให้จนหมดสิ้น “ถ้าสิ่งที่แม่พูดเป็นความจริง แล้วทำไมพ่อถึงเคยบอกกับผมล่ะครับแม่ ว่าพ่ออยากจะขายบริษัท แล้วไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบๆ ติดอยู่ตรงที่ แม่ไม่ต้องการให้พ่อทำแบบนั้น ใช่ไหมครับ แม่ ใช่ไหมครับ” เสียงมือกระทบเข้ากับแก้มของชายหนุ่มดังฉาดใหญ่ จนใบหน้าของเขาหันไปอย่างแรง ผู้เป็นแม่ เบือนหน้าไป หลบสายตามองลงไปที่พื้น ความเจ็บและปวดในใจแล่นปราดเข้าสู่กลางหัวใจของเธอ “แม้แต่คนที่แกคิดว่าเขารักแกจนหมดหัวใจ เขายังไล่แกออกมาได้ไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มหันมามองหน้าแม่ของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ

 

แม่หมายความว่ายังไง” เขาถามออกไปอย่างร้อนรน “ใช่ ฉันไปขอลูกชายของฉันคืนจากไอ้คนรักของแก แล้วยังไง มันต้องการแกหรือก็เปล่า มันไล่แกออกมาอย่างไม่สนใจใยดีไม่ใช่หรือไง แต่ฉัน ที่เป็นแม่ของแก อยู่ตรงนี้ เพื่อแกเสมอ” พอฟังประโยคที่แม่พูดออกมาจนจบ ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาจนเสียงดังลั่น ก่อนจะต้องขบกรามตัวเองจนแน่น เพื่อพยายามกลั้นเอาน้ำตาที่ห้ามไม่อยู่เอาไว้ “มันเป็นแค่คนอื่น แต่ฉันเป็นแม่ของแก” ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นยืน “เขายังรักผมอยู่” ประโยคที่เขาพูดออกมาได้ในขณะนี้ “น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงเป็นที่สุด” แม่ของเขาแผดเสียงดังลั่น “ครับแม่ ความรู้สึกของผมที่มีต่อผู้ชายอีกคน ผมที่เป็นลูกของแม่ มันน่าทุเรศแบบนี้เอง” ชายหนุ่มทิ้งการสนทนาไว้แบบนั้น และไม่มีใครพูดอะไรต่ออีก

 

ที่จริงฉันก็เบื่อซื้อของเหมือนกันนะ แล้วดูซิ วันศุกร์แบบนี้ คนเต็มซุปเปอร์มาเก็ตเลย รอกันจนนานสองนาน กว่าจะได้จ่ายเงิน” เพื่อนสองคน เดินไปพร้อมกับบรรดาข้าวของที่เข้ามาจับจ่ายกันจนแทบจะเต็มรถเข็น “ออกมาที ก็ซื้อไปเยอะๆเลยไง จะได้ไม่ต้องมาบ่อยๆ” ชายหนุ่มตอบกลับหญิงสาวไป “เธอหมายความว่า จะได้ไม่ต้องมาฟังฉันบ่นบ่อยๆใช่ไหมล่ะ” แล้วเธอก็ค้อนเข้าให้วงใหญ่ ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะให้แก่กัน “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” แต่ต่างฝ่ายก็มองหน้ากัน แล้วจึงหัวเราะออกมาอีกครั้ง “ฉันดีใจนะ ที่เธอยิ้มได้อีกครั้ง” เธอเองก็คิดว่า ระยะเวลาเป็นเดือนที่ผ่านมา มันนานจนเกินพอแล้ว ที่จะเห็นเพื่อนสนิทคนนี้จมอยู่กับความเศร้าหมอง

 

ฉันไม่เป็นไรแล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางยืนยันความจริงในประโยคนั้น ก่อนจะชวนให้เพื่อนเดินไปที่จุดชำระเงิน “ฉันเชื่อแล้ว ว่าเธอนานๆซื้อของที” หญิงสาวพูดพร้อมมองไปที่รถเข็นของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก้มลงมองตาม “เธอถึงได้ซื้อของหลายอย่างเป็นคู่ ก็ดีนะ ประหยัดดี” ชายหนุ่มเพิ่งจะรู้สึกตัว ด้วยความเคยชินที่ทำมาเป็นระยะเวลานาน กับการซื้อข้าวของ `เผื่อคนสองคน` อย่างที่เคยทำๆมา “อืม” พูดออกไปได้แค่นั้น เพื่อนสนิทก็ยิ้มให้ และจัดการหยิบของออกจากรถเข็น ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเองก็เลยตามเลย ไม่ได้หยิบของไปคืนที่ชั้นวาง หลายชิ้นในนั้น มันทำให้ความทรงจำพร่างพรูกลับมาจนแทบจะรับไม่ทัน

 

กินอะไรดีนะ ช่วยฉันเลือกหน่อย” เพื่อนสนิทร้องถาม เมื่อทั้งคู่เดินออกจากซุปเปอร์มาเก็ต แล้วตรงเข้าสู่ส่วนของศูนย์อาหาร ชายหนุ่มมองไปที่ร้านๆหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปที่นั่น ใครบางคนชอบซื้อของกินจากร้านนี้ เวลาที่ไม่รู้จะกินอะไรดี ชายหนุ่มบอกตัวเองแบบนั้น “สองชิ้นครับ” ชายหนุ่มตอบคนขายไป `เอามะเขือเทศเยอะๆ` เสียงที่ดังเข้ามาในห้วงคำนึง บอกให้เขาบอกคนขายไปแบบนั้น `โหย ใส่ซอสอีกสิ เดี๋ยวมันไม่อร่อยนะ` แล้วชายหนุ่มก็บอกคนขายไปตามนั้น `กินคนเดียวมันจะไปอร่อยอะไร คุณกินกับผมนะ` ชายหนุ่มรับของที่สั่งมาถือไว้ในมือ มองมันด้วยความรู้สึกที่ยากจะพูดออกมา “เอาน่า ไม่อ้วนหรอก” เพื่อนสนิทส่งเสียงแซวออกมา “นานๆที ตามใจตัวเองบ้าง จะเป็นอะไรไป จริงไหม” เธอพูดจบก็ยิ้มให้เพื่อน ที่พยักหน้าเบาให้เห็น “ตามใจตัวเอง” เขาพูดตามออกมาเบาๆ

 

ฉันหวังว่า ที่ได้พูดกับคุณไปทั้งหมดนี้ คุณจะเข้าใจ และไม่ทำตามความต้องการของตัวเอง จนทำให้ลูกชายของฉันต้องเสียอนาคต คุณเองก็เรียนมาสูง อย่าให้ความอยากได้อยากมีมาบดบังความคิด” ผู้พูดทำท่าจะเดินจากไป “ผมไม่เคยหวังจะได้เงินทองอะไรจากลูกชายของคุณ” เขารีบพูดออกไป เพียงหวังจะให้อีกฝ่ายเข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว มันง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะฉันเชื่อว่า ลูกชายของฉันก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณมาไปกว่าที่เป็นอยู่ ฉันสิ ที่เป็นครอบครัวของเขา เป็นแม่ที่ให้กำเนิดเขามา คุณคงจะพอเดาได้นะ ว่าเขาสมควรจะเลือกใคร ระหว่างฉันกับคุณ” น้ำเสียงนั้น แสดงถึงความแบ่งแยก ขีดขั้น และกั้นทุกอย่างให้ชายหนุ่มทั้งสองคน ตัดขาดออกจากกัน

 

`ผมไม่ได้รักคุณแล้ว` และนั่นคือสิ่งที่เขาเอ่ยมันออกไป เพื่อจบทุกสิ่ง และทิ้งมันเอาไว้เพียงความหลัง มันไม่สำคัญไม่ใช่หรือ ที่จะต้องมีใครมารับรู้ ว่าเขาเอง ทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก กับการเลือกทางออกที่ง่าย แต่ได้ผล ใช่สิ ผลของมันฝังแน่น ลึกเข้าไปจนถึงขั้วของหัวใจ ตราบจนวินาทีนี้ กับการมองใครบางคนจากไป แล้วต้องมาร้องไห้จนปริ่มแทบจะขาดใจ เมื่อรู้ดีว่าตัวเองทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อเขาเองเป็นเพียงแค่คนนอก ต่อให้ต้องการและพยายามสร้าง `ครอบครัว` มากแค่ไหน แต่ผู้ชายอย่างเขา กับผู้ชายอีกคน มันจึงเป็นเพียงแค่ภาพฝันที่เบาบางจนแทบจะเป็นเพียงแค่หมอกควัน

 

Well, here we are again
แล้วเราก็กลับมายืนอยู่ตรงนี้กันอีกครั้ง
I guess it must be fate
ถ้าจะให้เดา มันต้องเป็นสิ่งที่เลี่ยงไปไม่ได้เลย
We've tried it on our own
ในเมื่อเราเอง ต่างออกเดินไปในทางของตน
But deep inside we've known
แต่ลึกลึกภายในใจ เราต่างก็รู้ดีว่า
We'd be back to set things straight
เราจะกลับมาเจอกัน เพื่อทำให้ทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่ควร

 

แน่ใจนะ ว่าจะไม่ออกมาคืนนี้” เสียงถามผ่านโทรศัพท์มาให้ได้ยิน “อืม แน่ใจ” ชายหนุ่มตอบเพื่อนสนิท ที่ชวนเขาให้ออกไปนั่งที่ผับเปิดใหม่ด้วยกัน “แล้วจะทำอะไรคืนวันเสาร์แบบนี้” เสียงถามเพิ่มเติม ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “ฉันมีทีวีเป็นเพื่อน” คิดถึงช่องรายการสารคดี ที่เปิดเอาไว้เป็นเพื่อน ที่เคยดูเป็นประจำ ก่อนจะได้ยินเสียงเพื่อนตอบกลับมาว่า มันน่าเบื่อมากแค่ไหน “คนที่อยู่บริษัทที่ชั้นสิบสี่ ก็มาด้วยนะ” พูดไปหญิงสาวก็หัวเราะไป เมื่อรู้ว่า คนที่พูดถึงคือคนที่พยายามเข้ามาสานความสัมพันธ์กับเพื่อนของเธอมากแค่ไหน “ไม่ล่ะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าให้กับความคิดนั้น “ตามใจ” เธอพูดก่อนจะบอกว่าจะวางสายแล้ว “เอาเป็นว่า ฝันดีนะ” เธอยิ้มเมื่อพูดจบ และได้ยินเพื่อนตอบกลับมาว่า “มีคนมาเคาะประตู” ก่อนจะวางสายไป

 


I still remember when
มันแสนจะยากเย็น ที่จะลืมอะไรบางอย่าง
Your kiss was so brand new
เมื่อรอยจูบแรกที่มีระหว่างเรา ยังคงแจ่มชัดเสมอมา
Every memory repeats
กับทุกความทรงจำที่ยังหมุนวนในจิตใจ
Every step I take retreats
ทุกย่างก้าวที่เราต้องการก้าวเดิน กลับทำให้ต้องถอยหลังกลับมา
Every journey always brings me back to you
ทุกทุกการเดินทางนั้น นำให้เราต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง

 

เจ้าของห้อง ได้แต่เปิดประตูค้างเอาไว้แบบนั้น ได้แต่จ้องหน้าของคนที่มาเคาะประตู เพราะในตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก จะให้พูดก็พูดไม่ออก คนที่เป็นเจ้าของเสียงเคาะประตู แอบกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง ประหม่าหนึ่ง ไม่มั่นใจสอง และดีใจสาม ที่เหมือนว่าอย่างหลังสุดนี้ กำลังท่วมท้นเข้าไปในหัวใจ และกลบความคิดและความรู้สึกทั้งหมดลงไปในทุกนาที ที่เขาได้เห็นหน้าเจ้าของห้องคนนี้อีกครั้ง มือที่จับขอบประตูเอาไว้ เริ่มสั่น ตอนนี้ความรู้สึก เหมือนว่า มันไม่ใช่ความจริง ไม่ได้ทันเตรียมตัว ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และไม่รู้ว่าจะตอบหัวใจของตัวเองอย่างไร

 

When love is truly right
เมื่อความรักมันเป็นเรื่องจริงแบบนี้
(This time it's truly right)
และครั้งนี้ ไม่อาจจะปฏิเสธมันไปได้เลย
It lives from year to year
ความรักมันส่งผ่านชีวิตของเรา จากปีสู่ปี
It changes as it goes
มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ระหว่างทางที่เดินไป
Oh, and on the way it grows
และแน่นอน มันย่อมต้องเติบโตขึ้น
But it never disappears
แต่มันไม่เคยจางหายไป ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร

 

คุณไม่รับโทรศัพท์ ไม่โทรกลับผมเลย” เกือบจะเหมือนการตัดพ้อไปที่เจ้าของห้อง “ได้รับข้อความจากผมใช่ไหม ทุกอันที่ผมส่งมา” ถามออกไปเพื่ออยากให้ตัวเองแน่ใจ อาการเม้มปากที่เขาเห็นบ่อยๆจากอีกฝ่าย กับการที่เจ้าของห้องกำลังคิดจะหาคำโกหก แต่ยังไม่เร็วมากพอ และนั่น ทำให้เขาใจชื้นขึ้น “ถ้าคุณไม่มีธุระอะไร” เจ้าของห้องรีบพูดตัดบท “เดี๋ยว” คนที่มาหา รีบห้ามเอาไว้ “ผมไม่มีที่ไปแล้ว” เจ้าของห้องเพิ่งสังเกตเห็นรอยช้ำที่บนแก้มของอีกฝ่าย “ให้ผมเข้าไปได้ไหม” เหมือนเป็นคำถามที่สามารถกลายเป็นสายฟ้า ฟาดผ่าลงมากลางใจได้เลยในทันที “ผมมีมาแต่ตัว เป็นแค่คนวาดภาพธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่มีอะไรอื่นอีก” เจ้าของห้อง มองเห็นอีกฝ่ายก้มลงหยิบกระเป๋าเพียงใบเดียว ที่มีติดตัวมา “ได้ไหม” ในใจของชายหนุ่มเจ้าของห้องเต้นระรัว ไม่แพ้กันกับชายหนุ่มที่กำลังร้องขอความเห็นใจจากเขาอยู่เช่นกัน

 

Always just beyond my touch
อาจจะดูเหมือนเราห่างไกลจนแทบไกลห่าง
You know I needed you so much
แต่เราก็รู้ดีว่า ต้องการกันและกันมากแค่ไหน
After All, what else is livin' for
สุดท้ายแล้ว อะไรกันเล่า คือสิ่งที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อมัน

 

เจ้าของห้องเบือนหน้ากลับมาจากหน้าต่าง ที่เขามองผ่านออกไป ก่อนจะมองไปที่ประตูห้อง มันปิดสนิท และเขาเดินจากมันมาได้สักพักแล้ว เสียงจากโทรทัศน์ดังออกมา เพื่อให้รู้ว่า รายการโปรดกำลังฉายอยู่ มันเป็นรายการเกี่ยวกับดวงดาวและอวกาศ ที่เคยคุยกับใครคนหนึ่งว่า มันคงจะดีไม่น้อย หากว่าอวกาศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ จะมีที่เล็กๆสักแห่งหนึ่ง ให้คนทั้งสองได้ไปจับจอง และเป็นเจ้าของในทุกๆสิ่ง ตราบเท่าที่ทั้งคู่ปรารถนา ชายหนุ่มเจ้าของห้อง ดันตัวให้พิงลงบนโซฟาตัวนุ่ม ก่อนจะหันไปมองทางด้านขวาของตัวเอง ที่เป็นที่นั่งประจำยามดูโทรทัศน์ของคนรักของเขา ก่อนจะเห็นชายหนุ่มอีกคน หันกลับมามอง และสบตากัน

 

After all the stops and starts
ไม่ว่าจะการหยุดยั้ง หรือแม้แต่การเริ่มใหม่
We keep coming back to these two hearts
เราเองต่างกลับมามองแค่เพียง หัวใจสองดวงของเราเท่านั้น
Two angels who've been rescued from the fall
เหมือนคนที่รักกันอย่างจริงใจ ถูกช่วยเหลือจากจิตใจที่ล่มสลาย

 

คนที่นั่งอยู่ด้านขวาของโซฟา ค่อยๆโน้มตัวลง ก่อนจะเอาศีรษะไปแตะพิงเอาไว้ที่ไหล่ของอีกฝ่าย แล้วเจ้าของไหล่จึงเอื้อมแขนข้างเดียวกัน รั้งไปด้านหน้า แล้วโอบอ้อมหน้าอกของคนรักเอาไว้ เจ้าของศีรษะเอื้อมมือมากุมมือขงอคนรัก ที่เอามาจับไหล่ของเขาเอาไว้ บีบจนแน่น เหมือนให้มั่นใจว่า นี่ไมใช่ภาพลวงตา มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจริงๆ เจ้าของห้องมีตัวตนจริงและกำลังกอดเขาอยู่ในตอนนี้ เสียงกระซิบเบาๆ ดังออกมาจากปากของคนที่ซุกตัวเข้าหาคนรัก ว่าเขาดีใจมากแค่ไหน เสียงตอบกลับมาดังแว่วจับใจความว่า ที่นี่คือบ้าน และเขาปลอดภัยแล้ว ก่อนที่เจ้าของห้อง เมื่อพูดจบ จะก้มลงหอมที่เส้นผมของอีกฝ่ายเบาๆ รอยยิ้มจางๆ แต่มีความสุข ฉาบไปบนใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสอง และอีกหนึ่งรอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาว ที่บอกกับชายหนุ่มคนหนึ่งว่า เพื่อนสนิทของเธออยู่บ้าน เมื่อเขาลองเสี่ยงโทรมาหา ถ้าอยากจะไปหา ก็ให้รีบๆเข้า เผื่อว่า ฝันของใครสักคนจะเป็นฝันดีได้ในคืนนี้


And after all that we've been through
ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราต่างผ่านอะไรกันมามากมาย
It all comes down to me and you
มันเหลือก็เพียงแค่ คนสองคน คือฉันกับเธอ
I guess it's meant to be
และขอเดาว่า มันควรจะเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง
Forever you and me, after all
เธอกับฉันตลอดไปนับจากนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร


ไฟในห้องนอนดับลงไปแล้ว เหลือเพียงไฟสลัวๆ ในส่วนของครัวเล็กๆที่เปิดค้างเอาไว้ บนจานใบนั้น ที่มีกระดาษห่ออาหารสองชิ้นวางอยู่ มันทำให้เดาได้ว่า มื้อเย็นที่ผ่านมานั้น อร่อยกว่าจริงๆ เมื่อมีใครสักคนกินเป็นเพื่อน

 

after all

cher & peter cetera

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจิมคร่าาาา แอร๊ยยยย

#1 By Mizz MiLleT on 2010-09-22 23:19

โหยพูดซะน่าสงสารว่าไม่มีที่ไรแล้วใครจะใจแข็งไล่ไปล่ะจริงมั๊ย ก็ใจมันยังรักเสมอนี่นา

ทำตามใจตัวเอง...จะเป็นอะไรไป ฮิ้วววววววววว


สู้ๆนะคะ

#2 By mecon (124.122.230.117) on 2010-09-22 23:25

โห ช้านพลาดเหรอเนี่ย

#3 By dahlia (125.25.147.209) on 2010-09-23 09:53

อม อม อม อม 555555

#4 By dahlia (125.25.147.209) on 2010-09-23 09:58


ตามมาเสมือนหนึ่งเล่น twitter ๕๕๕

ขอบคุณท่านที่ pm มาบอก
รวมถึง TLR ด้วย

คิดถึงจริงๆ

#5 By arjinn on 2010-09-23 13:15

นึกว่าจะเศร้าอีกแล้ว โฮ โล่งเลย

#6 By a_tapha (203.118.92.202) on 2010-09-23 13:37

มาตามลิงค์เลยค่า

ดีใจที่ได้อ่านงานของคุณ TLR อีกครั้ง ขอบคุณมากนะคะ

"มื้อเย็นที่ผ่านมานั้น อร่อยกว่าจริงๆ เมื่อมีใครสักคนกินเป็นเพื่อน" ชอบค่ะ เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะเป็นคนที่เรารักและรักเรา

#7 By MaeMoo (110.164.40.164) on 2010-09-23 13:56

เขามาเจิม เรามาตีตราจอง กริ๊ววว

#8 By iForGive (202.29.14.233) on 2010-09-23 15:42

มาตามลิ้ง ดีใจจังครับ คิดว่าจะไม่ได้อ่านเรื่องคุณเบ๊อะอีกแล้ว ขึ้นต้นเรื่องก็ให้ลุ้นอีก สุดท้ายก็ โอ้ ลั่นล้า ...
เป็นกำลังใจให้นะครับ หวังว่าจะได้อ่านผลงานดี ๆ อีก question

#9 By wan (125.26.68.137) on 2010-09-23 16:04

ดีใจที่คุณ TLR กลับมา
รอคอยมาแสนนาน
คุณ dahlia เป็นแจ้งข่าว
ต้องขอบคุณคุณ dahlia ด้วย
แล้วคุณ TLR จะต่ออีก 2 เรื่องด้วยมั้ยค่ะ
เป็นกำลังใจและคิดถึงเสมอ

#10 By Cipher (115.87.220.89) on 2010-09-23 18:13

ดีใจจังเลยคะที่ได้มาอ่านงานของ TLR อีกครั้งคะ
และขอบคุณผู้ ส่ง PM ให้ด้วยนะคะ
ขอไปอ่านก่อนนะคะopen-mounthed smile

#11 By aehJTS (119.160.221.162) on 2010-09-24 09:15

ดีใจที่ได้อ่านผลงานของคุณ TLR อีกครั้ง
ขอบคุณคุณที่ส่ง PM มาบอก
มีความสุขจัง

#12 By Zipher (115.87.201.39) on 2010-09-24 20:44

ชอบมาก ๆ ครับ

ซึ้งมาก ๆ ด้วยครับ

#13 By saky (125.27.145.40) on 2010-09-26 23:57

แแอร๊ยยยย เพิ่งนึกได้ว่า อ่านจบแล้วยังไม่ได้เม้นท์อะ 555

ผิดมั้ยถ้าจะบอกว่า ชอบเพื่อนสาวคนนั้นอะ

#14 By dahlia (125.25.151.7) on 2010-09-27 18:28

ตอนจบ อมยิ้มแก้มตุ่ยไปด้วยเลย

มีความสุขจังเลยน๊า o^^o

#15 By kimi daKe!!! (27.130.76.90) on 2010-10-03 12:33

และแล้วก้อได้ตามมาอ่าน ขอบคุณ dahlia มากๆๆเลยค่ะที่แจ้งข่าว รีบตามลิ้งค์มาโดยด่วน

#16 By koraorni (203.188.44.208) on 2010-10-19 11:03

ช่วงแรกบีบคั้นจิตใจมาก สงสารคนที่ต้องแยกจากกันทั้งที่ยังรักกัน ทำใจลำบากจริงๆ

แต่คุณแม่นี่ให้อารมณ์แม่เลี้ยงมากค่ะ ยังดีที่สุดท้ายก็ได้กลับมารักกันเหมือนเดิม..หรืออาจจะมากกว่าเดิม

ขอบคุณคุณ TLR ที่ยังแต่งนิยายดีๆมาให้เราได้อ่านกันเรื่อยๆ

ขอบคุณคุณ dahlia ที่ส่งข่าวมาบอกด้วยค่ะ ไม่ยังงั้นคงจะไม่ได้ตามมาถึงนี่แน่ๆ

#17 By talala (223.207.90.100) on 2010-11-09 18:37

ดีใจจังเลยได้กลับมาอ่านเรื่องของTLR อีกครั้ง
นึกว่าจะไม่ได้อ่านอีกแล้ว ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆ นะครับ

#18 By wowhaha (182.52.149.46) on 2011-04-20 11:25