* S i m p l y -t h e- L o v i n g
posted on 27 Oct 2010 16:17 by this-is-tlr in ShortStoriesสายตาที่มีรอยยิ้มซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่เปิดเผยให้ผู้ชายที่กำลังช่วยหยิบนั่นจับนี่อยู่ตรงหน้าได้เห็น ด้วยการลอบสังเกตผู้ที่อ่อนวัยกว่า โดยการซ่อนอากัปกิริยานั้นเอาไว้ ภายใต้กรอบแว่นตากันแดดสีชา ที่แม้ว่าในขณะนี้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ ซึ่งแดดในยามอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ายังอ่อนโยนต่อสายตาอยู่ก็ตาม ถ้วยกาแฟหอมกรุ่นถูกยกขึ้นแตะริมฝีปาก พลางจิบชิมรสชาติที่ละเมียดละไมนั้นเพียงครั้งละนิด คุ้กกี้รสเนยแต้มด้วยแยมรสผลไม้รวม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผลเบอร์รี่ ถูกหยิบขึ้นกัดอย่างที่เจ้าตัวโปรดปราน
“วันนี้คุณพิธิมีตรวจความดันและน้ำตาลในเลือดนะครับ” เสียงชายหนุ่มเตือนผู้สูงวัยกว่าถึงการตรวจร่างกายที่จำเป็น ว่าถึงรอบอีกครั้งหนึ่งแล้ว ขณะที่เขานำหมอนอิงสีชาผสมนม ที่มีผ้าคลุมถักลายสวยวางทับเอาไว้ มาให้ชายสูงวัยกว่าใช้เอนหลังพิงเพื่อความสบายขึ้น “เฮ้อ ตรวจไปก็เจอแต่โรคคนแก่ ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน” ชายสูงวัยยกมือขึ้นโบก เจ้าตัวเหลือบตามองผิวพรรณบนมือที่กำลังเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา “เธอก็เห็นนี่” ปลายสายฟังดูจะเอาแต่ใจสักนิด ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เพราะรู้ดีว่าคุณพิธิเป็นอย่างไร `ปากร้ายไปตามประสา` เจ้าตัวเคยนิยามตัวเองเอาไว้แบบนั้น
“แก่ตัวลง อะไรๆก็ดูเหมือนจะช้าลงเสียทุกอย่าง ยกเว้นอายุของฉันที่มันดูจะก้าวกระโดดเลยความต้องการของฉันไปแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มให้กับคำพูดนั้นของคุณพิธิ ที่ตอนนี้ค้อนให้เขาวงใหญ่ ก่อนจะบอกให้เขาหยิบเอากระปุกครีมทามือ ที่เป็นแบบเดียวกันกับที่ชายสูงวัยเคยใช้มาตั้งแต่ยังอายุเยาว์วัยอยู่มาให้ คุณพิธิรับกระปุกสีขาวไข่มุกนั้นมาถือไว้ในมือ “เธออาจจะมองว่าฉันจู้จี้จุกจิก” คุณพิธิทาครีมลงบนมือทั้งสองข้าง กลิ่นหอมที่เป็นกลิ่นประจำตัวชายสูงวัยไปแล้ว สร้างความคุ้นเคยและทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่า คุณพิธิอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
“ผมคิดว่า คุณพิธิมีความคิด เหตุผลและวิธีการเป็นของตัวเอง” ชายหนุ่มตอบกลับไป ทำให้ชายสูงวันหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นการหัวเราะที่ดูแล้วรับรู้ได้ในทันทีว่า เจ้าตัวหัวเราะมันออกมาจากความรู้สึก ที่พอใจกับคำพูดที่ได้ยินจากชายหนุ่มนั้นจริงๆ “เธอน่าจะไปทำงานทางการทูต มากกว่าจะมาช่วยคนแก่ๆอย่างฉันนะ นรัฐ” คุณพิธิพูดพลางมองกิริยาท่าทางที่คล่องแคล่ว เมื่อชายหนุ่มที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม “ถ้าผมทำงานทางด้านนั้น ผมก็ไม่มีโอกาสจะได้ฟังคุณพิธิร้องเพลงเพราะๆให้ฟังน่ะสิครับ” คำพูดของชายหนุ่มทำให้คนสูงวัยยิ้มออกมา พลางหลับตาลง พร้อมภาพความหลังที่ย้อนกลับมาหา
“นั่นมันนานมาแล้ว เดี๋ยวนี้ มีหรือที่ใครจะอยากฟังคนแก่ๆอย่างฉันคร่ำครวญอะไรให้ฟัง” คุณพิธิพูดจบก็ยื่นมือออกไปด้านหน้า ให้นรัฐยื่นมือของเขาตอบกลับมาจับเอาไว้ “เธอเป็นเด็กดีนะ นรัฐ” คุณพิธิใช้มืออีกข้างหนึ่งแตะลงบนมือของนรัฐเบาๆซ้ำๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ พร้อมกับพูดต่อไปว่า “เช้านี้ฉันไม่มีอะไรจะใช้เธอหรอก เธอจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ถึงเวลาเดี๋ยวพวกพยาบาลมือหนัก ก็เข้ามากวนฉันเองนั่นแหละ” นรัฐตอบรับคุณพิธิไป ก่อนจะหยิบเอาจานใส่ค้กกี้พร้อมถ้วยแยมผลไม้นั้นติดมือไป คุณพิธิไม่วายค้อนให้นรัฐเห็นอีกครั้ง เมื่อรู้ดีว่า นรัฐเข้มงวดกับขนมหวานพวกนี้กับชายสูงวัยมากแค่ไหน
นิรัฐที่มีไม่สูงมากนัก แต่ดูดีในสายตาของคุณพิธิ ออกจากห้องไปแล้ว ชายหนุ่มปิดประตูตามหลัง เพื่อให้ชายสูงวัยได้รับความเป็นส่วนตัวคืนไปอีกครั้ง คุณพิธิรู้สึกถูกชะตากับนรัฐ ราวกับว่าชายหนุ่มเป็นลูกหลานคนหนึ่งที่เกี่ยวดองกันทางความรู้สึก เจ้าของห้องที่นั่งอยู่ที่นอกระเบียงส่วนตัว มองออกไปที่สนามหญ้า บันไดสามสี่ขั้นเล็กๆทอดตัวลงสู่ความเขียวขจีด้านหน้านั้น ความทรงจำที่แม้จะเริ่มพร่าเลือนไปตามเวลา แต่กับความรู้สึกภายในจิตใจที่นึกถึงใครบางคนเสมอ ไม่เคยจากไปไหน คุณพิธิปิดเปลือกตาลง เพื่อปล่อยให้หยาดน้ำตาอุ่นใสนั้น ไหลหล่น ร่วงลงมาจากขอบตาที่เอ่อล้นนั้น
รถคันหรูจอดที่ด้านหน้าของอาคาร หญิงมีอายุก้าวลงจากด้านหลังรถ เธอดูตื่นเต้นและเป็นสุขที่ได้มาถึงสถานที่แห่งนี้ ชายหนุ่มที่สูงกว่ามาตรฐานโดยทั่วไป ก้าวลงจากอีกด้านหนึ่งของรถ ก่อนจะช่วยคนขับรถนำกระเป๋าใบใหญ่ลงจากรถ ชายหนุ่มมองเห็นพนักงานชายหลายคนที่อยู่ด้านหน้าอาคาร เดินออกมาช่วยเหลือด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม หญิงสูงวัยพูดจาหยอกล้อเป็นกันเองกลับไป สร้างเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้นได้ในทันที ทำให้ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่า ที่มาด้วยกันกับหญิงสูงวัยดูจะคลายกังวล ที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่ค่อยจะแน่ใจนักกับการตัดสินใจนี้
“เลิกหน้ามุ่ยได้แล้วหรือเรา” หญิงสูงวัยที่มีร่างท้วมสักหน่อย หันไปพูดเหน็บชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าเข้าให้ “โธ่ จะไม่ให้ผมเป็นห่วงคุณป้าได้ยังไงล่ะครับ” ชายหนุ่มตอบกลับไปในทันที “คุณป้าไปอยู่ที่บ้านผมก็ได้” หญิงสูงวัยที่เป็นญาติสนิทเพียงไม่กี่คนของหนุ่มร่างสูงโบกมือตอบกลับในทันที “บ้านเธอน่าเบื่อจะตาย จะทำอะไรก็มีคนทำให้ทุกอย่าง” หญิงสูงวัยเดินไปพร้อมๆกับผู้เป็นหลานชาย เธอจับที่ต้นแขนของเขาเบาๆ หัวเราะให้กับชายหนุ่มที่ทำหน้าเจื่อนๆให้เห็น “แต่วันนี้เธอยอมมากับป้าได้ โดยไม่คัดค้าน ไม่ว่าอะไรป้าอย่างเคย มันทำให้ป้าแปลกใจมากรู้ไหม” หญิงสูงวัยเดินไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า เธอเซ็นชื่อในเอกสารสองสามอย่างโดยมีผู้เป็นหลานยืนมองอยู่ข้างๆ
“ดูซิว่าใครมา” น้ำเสียงทักทายที่คุ้นเคยทำให้ป้าของชายหนุ่มร่างสูงหันไปมอง “เพ็ตตี้” หญิงสูงวัยเรียกชื่อของชายที่นั่งมาในรถเข็น โดยมีชายหนุ่มอีกคนที่ดูดี แม้เจ้าตัวจะไม่สูงมากนักเป็นผู้เข็นรถให้ “ลินเน็ต” ชายหนุ่มร่างสูงมองตามป้าของเขาเดินตรงเข้าหาชายในรถเข็น ก่อนที่ทั้งสองจะหอมแก้มกันและกันอย่างสนิทสนมรักใคร่ “เธอมาจนได้นะไพลิน” คุณพิธิส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ “ก็ฉันยังสาวอยู่ จะทำอะไรก็ต้องด้วยความรวดเร็วเท่านั้นแหละ” คุณไพลินใช้มือแตะที่ผมด้านท้ายทอยตัดซอยสั้นของเธอเบาๆ เพื่อยืนยันกับเพื่อนรักถึงสิ่งที่เธอบอก
“ดูเธอสิ สวยกว่าเดิมสิไม่ว่า” คุณไพลินยิ้มแบบยั่วเย้า เมื่อกล่าวชมเพื่อนสนิทต่อหน้าคนอื่นแบบไม่ทันให้ตั้งตัว “แหม เธอล่ะก็ ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อย” คุณพิธิที่ทำเป็นตีไปที่แขนของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่คุณไพลินพูด ทั้งสองเกลอเก่าจึงพากันหัวเราะกันเสียงใส เมื่อต่างก็รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี “ไปๆ ไพลิน เธอกับฉันมีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” คุณพิธิชวนเพื่อนให้ไปหาที่นั่งสบายๆคุยกัน “นรัฐ เธอช่วยพาคนแก่ขาแข้งเสียอย่างฉันไปที่สวนทีเถอะ ถือว่าเอาบุญ” คุณพิธิแตะมือของนรัฐด้วยท่าทางสุภาพ ชายหนุ่มทำตามคำขอด้วยความเต็มใจ
“พ่อธันว์ ช่วยดูแลกระเป๋าให้ป้าทีเถอะนะลูก” คุณไพลินไหว้วานหลานชาย ที่เขาตอบรับในทันที นรัฐออกแรงดันรถเข็นของคุณคุณพิธิ “มา ผมช่วยครับ” ธันว์ขยับตัวเข้าช่วยนรัฐดันรถเข็น แม้ว่าดูไปแล้วชายที่ดูตัวเล็กกว่าจะสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องการให้เขาช่วย “ขอบคุณครับ” นรัฐตอบขอบคุณกลับไปอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินพาคุณพิธิและคุณไพลินไปตามทางเดิน มุ่งตรงไปที่สวนเขียวขจีด้านนอกนั่น สองผู้อาวุโสสบตากัน คุณไพลินเลยสายตามาทางนรัฐที่ไม่ทันสังเกตว่าคุณไพลินมองเขาอยู่ ส่วนคุณพิธิก็เหลือบมองดูธันว์ ที่ยังมองตามมา และไม่ละสายตาจากนรัฐลงเลย
“หลานเธอโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วหรือนี่ หล่อเหลาเอาการดีไม่เบานะ” คุณพิธิพูดกับคุณไพลินก็จริง แต่กลับหันไปมองนรัฐ ที่สบตาคุณพิธิแบบไม่ทันได้ฟัง ถึงเรื่องที่คุณพิธิพูด “หลานรักของฉันเลยล่ะ นี่ก็ค้านฉันหัวชนฝา กลัวนั่นกลัวนี่ หาว่าฉันจะไม่มีความสุขบ้างล่ะ แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อที่นี่ มีเธอที่เป็นเพื่อนรักของฉันอยู่ทั้งคน” คุณไพลินนั่งลงที่ม้านั่งบุนวมตัวยาว เมื่อรอให้นรัฐพาคุณพิธิเลี้ยวไปที่อีกด้าน ที่เป็นเก้าอี้ตัวถัดไป นรัฐช่วยคุณพิธิลงจากรถเข็น เพื่อหลบออกจากแสงตะวันที่เริ่มจะส่องแสงร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
“มีอะไร เรียกใช้ผมได้ทันทีนะครับ” คุณไพลินยิ้มใจดีให้กับนรัฐ ก่อนจะมองชายหนุ่มขอตัวเดินไป ทิ้งให้ผู้สูงวัยทั้งสองให้นั่งอยู่ด้วยกัน “เป็นเด็กดีคนหนึ่งเลยทีเดียว” คุณพิธิกล่าวชม คุณไพลินพยักหน้ารับรู้ “ปกติแพ็ตตี้ถูกชะตากับใครง่ายๆที่ไหนกัน” เจ้าของชื่อที่ใช้บนเวทีหันมามองเพื่อเก่า “ฉันยอมรับว่าตัวเองร้าย แต่ เด็กคนนี้เป็นข้อยกเว้น” คุณพิธิรู้ดีว่าตัวเองไม่เคยโกหกเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเอง “ว่าแต่เธอเถอะ พาหลานชายมาส่งเธออย่างเดียว หรือว่ามีเจตนาอื่นแฝงมิทราบ” คุณไพลินหัวเราะกิ๊กกั๊ก ประหนึ่งเหมือนกับเพิ่งโดนจับได้
“ใครว่าล่ะ ธันว์เขาตามฉันมาเพื่อให้แน่ใจว่า ป้าของเขาจะมีคนดูแลเป็นอย่างดีต่างหาก” คุณไพลินตอบเพื่อนกลับไป คุณพิธิมองกลับมาแบบไม่เชื่อกับประโยคที่เพิ่งได้ยินเลยสักนิด “เธอนี่ก็ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรบ้างไม่ได้เชียวหรือ” คุณไพลินส่งถ้วยน้ำชาที่เติมน้ำผึ้งลงไปสองช้อนชาอย่างที่คุณพิธิชอบ คุณพิธิรับมาก่อนกล่าวขอบคุณกลับไป “นิสัยฉันมันแก้ยาก เธอเองก็รู้ดี” คุณไพลินมองดูเพื่อนรักที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน แต่พิธิหรือแพ็ตตี้ ก็ยังคงเป็นคนๆเดิมที่รู้จักกันมา “เธอไม่เคยเปลี่ยนไปเลย” คุณไพลินดีใจเสียด้วยซ้ำ ที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเพื่อนคนเดิมในชีวิตเสมอ
“ถามฉันอยู่ฝ่ายเดียว แล้วเธอล่ะ” คุณพิธิดีใจไม่น้อยเช่นกัน ที่เพื่อนคนที่รักมากที่สุด มานั่งคุยกันอยู่ตรงหน้า “ยิ่งกว่าสบาย” คุณไพลินตอบกลับไป ก่อนจะยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบ “เหมือนเมื่อครั้งเก่า สมัยก่อน มีเธอกับฉัน” คุณไพลินเผยยิ้มออกมา คุณพิธิพยักหน้าตาม “บนเวที แสงไฟส่องหน้า ไมโครโฟนในมือ ทุกคืน เธอกับฉัน” คุณพิธิยอมรับกับหัวใจว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในชีวิต “ลินเน็ตแอนด์แพ็ตตี้” คุณพิธิได้ยินชื่อที่ใช้แสดงบนเวทีในฐานะนักร้องกับคุณไพลิน เมื่อครั้งกาลก่อน แล้วก็ต้องยกมือป้องปากหัวเราะ ก่อนจะกรีดนิ้วตีเพื่อนไปที่ต้นแขนเบาๆ
“นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ฉันกับเธอมีชีวิตที่แสนวิเศษแบบนั้น” คุณพิธิปล่อยให้ตัวเองผ่อนคลายลง กับแสงแดดที่อบอุ่น และสายลมที่แทรกตัวผ่านไป คุณพิธิขยับผ้าพันคอผืนบางสีลูกกวาด ให้กระชับขึ้นอีกนิด “ฉันดีใจมากแค่ไหนเธอคงจะรู้ดี” คุณพิธิยื่นมือไปแตะที่หลังมือของคุณไพลินเบาๆ เป็นอากัปกิริยาที่คุณพิธิทำเป็นประจำ แต่กับคนที่ชายสูงวัยให้ความสนิทสนมด้วยจริงๆเท่านั้น เพราะหลังจากอุบัติเหตุคราวนั้น เมื่อคุณพิธิเสียใครบางคนไป ก็ไม่เคยอีกเลยที่คุณพิธิจะยอมให้ตัวเองยอมรับความสุขมากจนเกินไปนัก เพราะกลัวว่า มันจะถูกพรากจากไปอย่างรวดเร็วจนรับไม่ทัน
คุณไพลินมองที่ขาของคุณพิธิ กับการสูญเสียทางร่างกาย ที่คุณพิธิไม่สามารถที่จะเดินได้อีก เทียบกับคนที่รู้ใจเขามากที่สุดในชีวิต ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ คุณพิธิเองอยากเลือกให้ร่างกายของตัวเองสูญเสียมากกว่านี้ และแลกให้ใครคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณไพลินเอง แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เลือกที่จะไม่มีความรัก แต่ก็เข้าใจดีว่า ในห้วงเวลาบางครั้งในชีวิต ก็แสนจะเงียบเหงาและเดียวดายเหลือเกิน นี่เป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่ง ที่เธอตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักดูแลหลังนี้ กับเพื่อน ที่จากนี้ไป จะใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยกันจนวาระสุดท้าย
“เหนื่อยไหมครับวันนี้” ธันว์ส่งเสียงทักทายนรัฐออกไป เมื่อเขายืนรออยู่ที่ทางเดินอยู่นานพอสมควรแล้ว “ไม่หรอกครับ ผมชินแล้ว คือหมายถึง ผมชอบงานนี้น่ะครับ” นรัฐแก้ไขคำพูดของตัวเอง ที่ฟังดูแล้ว เหมือนกับตัวเองทนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น ธันว์หัวเราะเบาๆออก กับรอยยิ้มสดใสของนรัฐ มันทำให้เขารู้สึกเบิกบานได้อย่างประหลาด ความที่อยากจะเจอกับอีกฝ่าย หลังจากที่ได้มาดูสถานที่เมื่อครั้งก่อนด้วยตัวเอง และได้เห็นนรัฐกำลังดูแลผู้เข้าพัก ทำให้ชายหนุ่มที่ดูอ่อนโยนทั้งดวงตาและการแสดงออก ติดตาต้องใจของธันว์มาจนถึงตอนนี้
“คุณธันว์ไม่ต้องห่วงนะครับ ทางเรารับรองว่า จะดูแลคุณไพลินให้ดีที่สุด” นรัฐที่เดินหอบเอาผ้าขนหนูกองใหญ่ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน จนธันว์ต้องขโมยเกือบทั้งหมดนั้นมาช่วยถือ พูดให้ธันว์คลายกังวล เพราะได้รัทราบมาว่า ธันว์เองไม่อยากให้ป้าของเขามาอยู่ที่บ้านพักผู้สูงวัยมากเท่าไหร่นัก เพราะฐานะทางบ้านของคุณไพลินนั้นก็อยู่ในระดับดี และธันว์เองก็สามารถที่จะดูแลป้าของเขาได้ “วางไว้ตรงนี้ก็ได้ครับ” นรัฐบอกให้ธันว์วางผ้าขนหนูผืนสะอาดกองโตไว้ในห้องเก็บบรรดาลินินทั้งหลาย ก่อนจะกล่าวขอบคุณชายหนุ่มที่เขาเสียสละช่วยเหลือ
“นิดหน่อยแค่นั้นเองครับ คุณนรัฐไม่ต้องขอบคุณผมก็ได้” ธันว์อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ทำไม่ได้เลย ว่าเมื่อเขาได้อยู่ใกล้ๆกับนรัฐ มันได้เพิ่มความสุขให้เขามากมายแค่ไหน นรัฐยิ้มตอบ มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ธันว์แทบหลอมละลาย “งานการมีไม่ไปทำหรือไงจ๊ะ พ่อหนุ่ม” ชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน แต่กลับเงียบลงไปพักใหญ่ ได้แต่ยิ้มกลับไปกลับมาให้กัน หันไปมองต้นเสียง คุณไพลินที่เข็นรถ พาคุณพิธิเข้ามาด้านใน เอ่ยแซวหลานชายตัวเอง ธันว์ยิ้มเขินๆ เมื่อเห็นนรัฐมองมา เหมือนตั้งใจจะฟังคำตอบนั้นอยู่เช่นกัน ธันว์เพิ่งรู้สึกว่า เขาเองเกิดพูดไม่ออกขึ้นมาก็คราวนี้เอง
“ถึงกับพูดอะไรไม่ได้ แก้ตัวไม่เป็นขึ้นมาเชียวนะ สุดหล่อ” คุณพิธิเองไม่วายทำให้ธันว์ต้องหน้าแดงเข้าไปอีก กับนรัฐที่มองเขาเหมือนกับต้องการรู้เหมือนกันว่า ทำไมธันว์ถึงยังเตร่อยู่แถวนี้ โดยเฉพาะการเข้ามาชวนนรัฐคุย และช่วยทำนั่นทำนี่ ทั้งๆที่มันไม่จำเป็น “พิธิ เธอนี่ก็ หลานชายฉันมึนงงไปหมดแล้ว” คุณไพลินส่งเสียงดุเพื่อนสนิท “เธอไปดูห้องพักกับฉันดีกว่า ดูซิ ว่าห้องฉันที่ติดกับเธอ เขาจัดข้าวของให้เรียบร้อยแล้วหรือยัง เจ้าธันว์จะได้จีบ เอ๊ย ชวนนรัฐคุยได้สะดวกๆ” คุณไพลินกับคุณพิธิเดินจากไป และต่างพากันหัวเราะชอบใจ ทิ้งให้ธันว์ไม่รู้ว่าจะเอามือเอาไม้ไปไว้ที่ไหนดี
“คือผม คือ” นรัฐเองก็รู้ตัวว่า ได้ยินไม่ที่คุณไพลินพูดไม่ผิด อยากจะคิดว่าเป็นเพียงแค่การหยอกล้อกันเล่น ไม่ได้มีอะไรจริงจัง จนเห็นอาการของธันว์ที่มันปิดไม่มิด “เย็นนี้ถ้าคุณนรัฐไม่รังเกียจ มีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง เพิ่งเปิดใหม่ ผมอยากให้คุณนรัฐไปลองชิมอาหารที่นั่นดู” ธันว์กลั้นใจเอ่ยชวนนรัฐออกไป “เป็นร้านอาหารไทย กึ่งฟิวชั่นนิดๆ” ธันว์โฆษณาร้านต่อ พร้อมๆกับที่นรัฐพูดขึ้นว่า “เทสต์” ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันหัวเราะ เมื่อธันว์เห็นว่านรัฐรู้จักชื่อร้านอาหารของเขาด้วย “ครับ ร้านเทสต์ เลยอยากให้คุณนรัฐลองชิมว่า รสชาติของมันพอจะทำขายกับเขาได้บ้างไหม” เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เมื่อธันว์พูดจบพอดี ธันว์หยิบโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนจะกดตัดสายทิ้ง
“คุณธันว์รับโทรศัพท์ก่อนก็ได้ครับ” เสียงโทรศัพท์ของธันว์ดังรัวขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง ธันว์สบตาแบบเจื่อนๆกับนรัฐ ก่อนจะกดรับสายอย่างเสียไม่ได้ นรัฐพอจะมองออกว่า ที่ปลายสายอีกด้านนั้น คงไปคนสำคัญของธันว์ เขาจึงค่อยๆเลี่ยงตัวเอง เดินออกมาจากที่ตรงนั้น ในขณะที่ธันว์กำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุณไพลินกับคุณพิธิมองหน้ากัน และก็เข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น คุณไพลินรู้ดีถึงเหตุผลที่ทำไม ธันว์หลานชายยอมโอนอ่อนให้กับการตัดสินใจของเธอ ส่วนคุณพิธิที่คิดว่ามองนรัฐได้ไม่ผิด เมื่อเห็นนรัฐเดินหายไปแบบนั้น
พอธันว์หันกลับมา นรัฐก็ไม่อยู่ที่ตรงนั้นแล้ว และหลังจากนั้นก็เลี่ยงธันว์ตลอดเวลา จนธันว์ไม่มีโอกาสจะได้คุยกับนรัฐอีก ธันว์มองดูเวลาก็รู้ว่า เขาคงจะทิ้งร้านได้ไม่นานไปกว่านี้ จึงกล่าวลาคุณไพลินผู้เป็นป้า แม้สายตาจะมองกวาดไปทั่ว เผื่อว่าจะเห็นรัฐเดินผ่านมา คุณไพลินเดินออกมาด้านนอก คนขับรถเลื่อนรถคันหรูมาเทียบรอ คุณไพลินกล่าวของใจหลานชาย โดยที่ธันว์ก็หอมแก้มป้าไพลินของเขา และกล่าวตอบด้วยความยินดีและเต็มใจ สำหรับความรักและความเข้าใจที่ป้ามีให้กับเขา แค่นี้ถือว่ายังเล็กน้อยไปด้วยซ้ำ
“อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆเป็นพอนะลูก” คุณไพลินบอกกับหลานชายขณะที่มองธันว์เข้าไปในรถ “อะไรบางอย่าง มันก็ไม่ได้หากันมาได้ง่ายๆ” คุณไพลินยิ้มให้ธันว์อีกครั้ง “แค่รู้ว่า สิ่งที่เราต้องการอยู่ตรงไหน แล้วอย่าลืมความตั้งใจนั้น ที่มี” ก่อนที่เธอจะผลักประตูรถปิดกลับไปให้หลานชาย รถคันหรูจอดนิ่งๆอยู่สักพัก ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวจากไป คุณไพลินโบกมือให้กับรถคันงาม จนมันหายลับตาไป เธอจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน และหวังว่าหลานชายคงจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเอาไว้ และไม่ทำให้ทั้งตัวเองและป้าคนนี้ต้องผิดหวัง
“เสื้อตัวนั้นของฉันอยู่ที่ไหน นรัฐ” เสียงคุณพิธิฟังดูขุ่นมัวไม่น้อย “แล้วของที่ฉันสั่งให้เธอทำ เธอทำหมดแล้วหรือยัง” คุณพิธิยังไม่หมดเรื่องที่ดูไปแล้ว นรัฐจะเป็นคนที่กำลังถูกเล่นงานอย่างเต็มที่ “แล้วนี่อะไร มันใช่กลิ่นที่ฉันบอกเธออย่างนั้นหรือ ฉันไม่เคยใช้ครีมอาบน้ำแบบนี้ แล้วผ้าปูที่นอน ฉันบอกแล้วว่า มันต้องไร้รอบยับ ไม่งั้นฉันจะนอนลงไปได้ยังไง หรือว่าเธอมองฉันเป็นไอ้ง่อยคนหนึ่ง จะทำอะไรยังไง ไม่ต้องใส่ใจทั้งนั้น” นรัฐรีบพูดปลอบคุณพิธิว่า เขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น และจะจัดการหาทุกอย่าง และเตรียมการแบบที่คุณพิธิต้องการเดี๋ยวนี้
“อย่าเพิ่งไป มานั่งลงตรงนี้” คุณพิธิเรียกนรัฐให้มานั่งข้างๆเขา “เธอนี่นะนรัฐ” คุณพิธิแตะนิ้วไปที่คางของนรัฐ ก่อนจะส่ายหน้า “เธอไม่ได้มีฉันให้ต้องมาห่วง ต้องมาคอยเอาใจเรื่องราวไร้สาระนี่ตลอดไปนะ เข้าใจเอาไว้เสียด้วย” นรัญแปลกใจที่เห็นรอยยิ้มใจดีอย่างที่คุณพิธิมี แต่คร้านที่จะแสดงออกมาให้เห็นนั้น “ความสุขของคนเรามันเข้ามาหาเราไม่บ่อยนัก และมันอาจจะอยู่ไม่นาน” คุณพิธิจ้องเข้าไปในดวงตาของนรัฐ “แต่เมื่อมันมาถึง และเราสามารถที่จะเดินทางไปพร้อมๆกับมันได้ ฉันอยากให้เธอได้รับสิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้น” คุณพิธิรู้สึกเหมือนตัวเองมองหลานชายตัวน้อยๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตที่มีของตัวเองต่อจากนี้ไป
“รอยยิ้ม ความสุข เสียงหัวใจเต้น ความรู้สึกอ่อนไหว ความตื่นเต้นกับกายสัมผัส รับมันมาให้หมด ใช้มันให้เป็น อย่าเสียเวลาไปกับความสงสัยใดๆ เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” คุณพิธิโบกมือให้นรัฐออกไปจากห้องของเขาได้แล้ว “เย็นนี้ เป็นเวลาของเธอ จะไปไหนก็ไป อย่ามาอยู่เกะกะขวางหูขวางตาฉันเป็นพอ หวังว่าเธอทำเพื่อฉันได้นะ” คุณพิธิหันรถเข็นของตัวเองเข้าหากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง มองเข้าไปในนั้น “ยังไม่ไปอีก เอ๊ะ เธอนี่ยังไงนะ นรัฐ” เจ้าของชื่อยิ้มออกมาได้ ก่อนจะรับปากกับคุณพิธิ “งั้นก็ไปได้แล้วสิ เอ้า เดินเข้า อาหารไทยฟิวชั่น เย็นชืดแล้วมันไม่อร่อยนะ” คุณพิธิแน่ใจว่าเขาเห็นความเขินกระจายออกจากรอยยิ้มของนรัฐได้อย่างแจ่มชัด
รถแท็กซี่จอดที่ด้านหน้าเรือนไม้เล็กๆ ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านอาหาร ด้านหน้าล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ที่ทำให้เป็นรั้ว แทนการใช้ไม้มากั้น เสียงครืนๆดังมาจากฟ้าด้านบน นรัฐเงยหน้าขึ้นไปมอง พอดีกับสายฝนที่โปรยตัวลงมา มันบังคับให้เขาต้องเดินเข้าไปด้านในของร้านอาหาร แต่ยังไม่กล้าที่จะเดินตัดไปทางประตูทางเข้าหน้าร้าน มันเลยเวลานัดมามากแล้ว เพราะนรัฐเกิดลังเล และให้รถแท็กซี่พาขับวนอยู่เสียหลายรอบ เสียงคนเดินออกมาจากประตู ในมือของธันว์ถือโทรศัพท์ที่กดเลขหมายเอาไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะกดโทรหาอย่างที่ใจต้องการ
เสียงคนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าเวทีเล็กๆที่ทำเป็นพื้นยกระดับเล็กๆนั้น เปียโนตัวหนึ่งตั้งอยู่บนนั้น กับเก้าอี้สองตัวที่กลางเวที งานคล้ายวันเกิดของคุณพิธิกำลังเริ่มต้นขึ้น และโอกาสพิเศษนี้ เหมือนได้คุณไพลินกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง กับ `ลินเน็ตแอนด์แพ็ตตี้` ที่น้ำเสียงเคยขับกล่อมผู้คนมามากมาย คุณไพลินเข็นรถของคุณพิธิเข้ามาในบริเวณเวที บรรดาแฟนๆเสียงเพลงวัยเดียวกันเสียส่วนใหญ่ ต่างพากันเริ่มปรบมือ และเป่าปากส่งเสียงกันอย่างชอบใจ จนคุณพิธิต้องก้มศีรษะ น้อมรับกับการต้อนรับอันอบอุ่นนั้น
“ให้ผมช่วยนะครับ” เสียงทุ้มๆ จากหนุ่มใหญ่รูปร่างยังสมส่วน กล่าวกับคุณพิธิที่ยังคงนั่งอยู่บนรถเข็น คุณพิธิหันไปมอง กับรอยยิ้มอย่างจริงใจที่ได้เห็น เจ้าตัวจึงพยักหน้ากล่าวอนุญาตตอบกลับไป คุณไพลินมองเพื่อนมาจากที่อีกมุมหนึ่งของห้อง อมยิ้มกับภาพที่เห็น เมื่อคุณพิธิถูกหนุ่มใหญ่เจ้าเสน่ห์ที่เทียวไล้เทียวขื่อคุณพิธิมาได้พอสมควรแล้วอุ้มในวงแขน ก่อนจะจัดให้คุณพิธินั่งลงบนเก้าอี้เบาะนุ่มนั้นอย่างสบาย
“ขอบคุณมาก” คุณพิธิไม่รู้ตัวว่า ได้ตอบกลับน้ำใจของอีกฝ่ายไปด้วยใบหน้าแดงดั่งลูกตำลึง “ยินดีครับ” เสียงทุ้มนุ่มตอบกลับมา ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปที่เปียโนตัวนั้น คุณไพลินยิ้มให้มือเปียโนเจ้าเสน่ห์ แล้วเธอจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆกับคุณพิธิที่หยิบเอาหมวกสีชมพูดอ่อน ปีกกว้างใบเก่งขึ้นมาสวม โดยที่คุณไพลินมีสร้อยไข่มุกยาวเลยคอเสื้อเส้นโปรดมาสู้ แล้วเสียงเปียโนพริ้วไหวก็ดังขึ้น
Forget your troubles
ลืมได้หรือยังฝันร้ายที่ผ่านมา
(Happy days)
วันดีดี เริ่มต้นแล้ว จากตรงนี้
คุณพิธิเริ่มต้นเสียงร้องคู่แบบดูเอ็ต แล้วจึงมีคุณไพลินร้องกึ่งเป็นคอรัสไปในตัว เสียงร้องของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างลงตัว
Come on get happy
ถึงเวลา เติมความสุขกับชีวิตได้เสียที
(are here again)
และจากนี้ จากตรงนี้
ใบหน้าของทั้งคุณพิธิและคุณไพลิน เปี่ยมไปด้วยความสุข ความทรงจำจากในอดีต กำลังเรียงร้อยขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
You better chase all your cares away
ได้โปรดลืมความกังวล ที่ทับถมอยู่มากมาย
(The skies above are clear again)
ฟ้าเบื้องบน ดูสดใส และสดชื่นอีกครั้ง
เพื่อนรักทั้งสองคน แทรกตัวผ่านเข้าไปในทำนองเพลง ก่อนจะเปล่งเสียงที่ยังคงสะกดอารมณ์ของคนฟังได้อย่างไม่เคยเปลี่ยน
Shout hallelujah
ตะโกนให้สุดเสียง ว่าโล่งใจ
(So let's sing a song)
หรือเปล่งมันออกมาเป็นท่วงทำนองขับขาน
คุณไพลินหันมาสบตากับเพื่อนรัก คุณพิธิ เมื่อคำร้องเลื่อนผ่านไปในแต่ละท่อน แสดงความหมายที่ลึกซึ้งกับชีวิตของทั้งคู่
Come on get happy
มาเถอะ ความสุขห่างไปไม่ไกล
(of cheer again)
เติมความปลดภัยให้กับใจของเรา
ทั้งห้องนั้น นอกจากเสียงเพลงที่พริ้วฉ่ำจากเปียโน เสียงร้องของทั้งสองคน ยังมีเสียงแห่งความดื่มด่ำ จากหัวใจของคนฟังดังสอดประสานกันไปตลอด ไม่มีหยุด
Get ready for the judgment day
มีเวลาเพียงอีกไม่นาน จงใช้มันให้คุ้มค่า
(Happy days are here again)
เพื่อให้วันที่แสนสุข อยู่อย่างนี้เรื่อยเรื่อยไป
เพื่อนทั้งสองคนที่กลับมาเจอกัน และพร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้กันและกันต่อจากนี้ กับเวลาที่เหลือในชีวิต ที่พร้อมจะทำให้ต่างฝ่าย รับความสุขเข้ามา และพร้อมจะเผชิญกับทุกสิ่งได้มากที่สุด
The sun is shining
ดวงตะวันส่องแสง แม้มีเมฆฝน ยังสดใส
Come on get happy
อย่ากลัว ปล่อยใจให้สดใส จากนี้
(Shout it now)
ให้ใครต่อใครได้รู้ และเข้าใจ
The lord is waiting to take your hand
กับหนทางที่แม้จะดูน่าหวาดหวั่น แต่ยังพอมีใครร่วมทาง
(There's no one who can doubt it now)
จงลืมความหม่นหมอง ค้างคา ให้มลายคลายหายไป
เสียงเพลงเรียกเข้าที่ดังขึ้นแข่งกับสายฝน ทำให้นรัฐต้องรีบควานหาต้นตอของเสียง และมันทำให้ธันว์รู้สึกแปลกใจแต่ไม่พ้นความดีใจ เมื่อเห็นนรัฐยืนอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อเขาตัดสินใจกล้าที่จะกดเบอร์โทรหานรัฐ เจ้าของเบอร์โทรศัพท์พอรู้ว่าถูกเจ้าของร้านจับได้ ว่ามาอาศัยร้านของอีกฝ่ายหลบฝน ก็แก้ตัวอะไรออกไปไม่ได้อีกแล้ว นรัฐได้แต่ยิ้มแก้เก้อ เมื่อธันว์เดินเข้ามาหา เสียงพูดของธันว์ที่ต้องตะโกนฝ่าเสียงครืนๆนั้นออกไป บอกว่าเขาดีใจที่นรัฐมาหาเขาที่ร้านในคืนนี้ นรัฐตอบกลับไป ว่าเคยได้ยินว่าอาหารฟิวชั่น หากเย็นแล้วจะทานไม่อร่อย
Shout hallelujah
ฟังสิ เสียงร้องอย่างเต็มตื้นใจ
(So let's tell the world)
บอกให้โลกได้รับรู้ ว่าความสุขมันดีเช่นไร
And just get happy
หากเรายังหมองเศร้า อย่าเลย จงเปลี่ยนแปลง
(About it now)
เริ่มจากตรงนี้ ตอนนี้
We're going to the promise land
แม้ว่าโอกาสจะเหลืออีกไม่นานจากนี้
(Happy days are here again)
แต่ความสุขมีได้ หากใจเรามีหวังเสมอ
“ไม่ทราบ คุณธันว์ว่าจริงไหมครับ” นรัฐถามออกไป ธันว์ทำท่านึกอยู่สักครู่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “คุณนรัฐคงต้องลองทานดู แล้วบอกผมแล้วล่ะ” ธันว์ผายมือไปทางหน้าร้าน เชื้อเชิญให้นรัฐเข้าไปด้านใน “ฝนตกๆแบบนี้ เข้าไปหลบในร้านผมก่อน ไม่ให้ผมรู้สึกแย่ ที่ปล่อยให้คุณยืนตากฝนก็ดีมากแล้วครับ” ธันว์รีบพูดกับนรัฐที่ดูจะกังวล มองสายฝนที่โปรยปรายลงมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเร็วๆนี้ “ถ้าอย่างนั้น คุณธันว์คงจะต้องเลี้ยงข้าวเย็นผม ด้วยอาหารจานเด็ดที่สุดในร้านแล้วล่ะครับ” คำพูดของคุณพิธิดังเข้ามาให้นรัฐได้ยิน และเช่นกัน คำพูดของคุณไพลิน บอกให้ธันว์อย่ายอมแพ้
We're heading across the river
ถึงแม้ว่าหนทาง อาจจะมีอุปสรรคนานา
Soon your cares will all be gone
แต่ไม่นาน เมื่อเราเข้าใจ เราจะฝ่าฟันมันไปได้เสมอ
คุณพิธิส่งเสียงนุ่มๆออกมาขับกล่อม กับท่อนเพลงที่ไม่เพียงแต่จะไพเราะ แต่เป็นการเตรียมตัวกับจิตใจที่จะรับความเป็นจริง ที่แม้ว่าจะดูน่าใจหาย แต่ทุกวินาที ก็แฝงเอาไว้ด้วยความสุข ที่ควรจะมองหา และไม่ควรจะมองข้ามมันไป
There'll be no more from now on
จะไม่มีอะไรให้ต้องห่วงอีกแล้ว จากนี้
From now on
ถึงตรงนี้ และตลอดไป
คุณไพลินร้องตอบด้วยเสียงกังวานใส กับสิ่งที่เธอค้นพบกับชีวิตที่ผ่านมา ว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการปล่อยให้ทุกอย่าง ดำเนินไปตามทาง และให้เป็นไปตามแต่ที่มันควรจะเป็น
Forget your troubles
ทิ้งความทุกข์เอาไว้เบื้องหลัง
(Happy days)
แล้วเติมความสุขให้กับใจได้แล้ว
“น่าอายจริงๆเลยผมนี่” อยู่ๆไฟฟ้าก็ดับพรึ่บลง ภายในร้านจึงดับมืดลงชั่วขณะ แสงจากไฟฉายที่พนักงานภายในร้านส่องหาเทียนเอามาจุดให้ลูกค้า สักพัก แสงไฟจากแรงเทียนจริงๆ จึงทำให้ทั้งร้านพอจะหายจากความมืดลงได้บ้าง “โรแมนติกไปอีกแบบ” ธันว์รีบพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นรัฐหัวเราะกับท่าทางเปิ่นๆเก้ๆกังๆของธันว์ ที่นรัฐรู้ดีว่า อีกฝ่ายพยายามมากแค่ไหน เพื่อให้เขาพอใจ และรู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้ว ที่ออกมาหาธันว์ที่ร้านในคืนนี้ เสียงโทรศัพท์ของธันว์ดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อเขากำลังจะพูดกับนรัฐต่อ มันเป็นเบอร์เดียวกันกับที่เขารับสายเมื่อเย็นนี้
And just get happy
บอกหัวใจจงแบ่งรับความสุขนี้ไป
(are here again)
และอีกครั้ง ให้ใจได้ยิ้มสดใส
“รับสายก่อนดีกว่าไหมครับคุณธันว์ เผื่อว่าเป็นธุระสำคัญ” นรัฐกำลังทำท่าจะลุกขึ้นจากโต๊ะ แต่ธันว์ห้ามเอาไว้ และขอให้นรัฐนั่งลงตามเดิม นรัฐหย่อนกายลงตามเดิม เสียงของโทรศัพท์เงียบลง แสงเทียนวูบไหวไปตามแรงขยับร่างกายของทั้งสองฝ่าย “ผมมีเรื่องอะไรบางอย่างจะพูดกับคุณ” ธันว์กล่าวขึ้น แล้วจึงเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ข้างๆนรัฐ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ธันว์เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือของเขามากดปิดเครื่องลง “ความสำคัญทั้งหมด อยู่ที่คุณนรัฐ” ธันว์ขยับใบหน้าของเขาเข้าใกล้กับนรัฐ ก่อนที่แสงเทียนบนโต๊ะจะดับลง “รับรักผมนะครับ นรัฐ” ริมฝีปากของนรัฐรับรู้ถึงอุ่นไอจากธันว์ที่ดันตัวเข้าหา
You better chase all your blues away
เพียงไล่ความเศร้าหมองให้ไกลห่าง
(The skies above are clear again)
แค่นั้น ท้องฟ้าที่โปรยฝน ยังทำให้ใจหมองหม่นลงไม่ได้
คุณไพลินมองใบหน้าที่เปี่ยมสุขของเพื่อน คุณพิธิไม่เคยยิ้มได้เต็มที่แบบนี้เลย หลังจากโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้คนรักที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆปี ต้องเสียชีวิตลง ทั้งๆที่ผลการสอบสวนจะแสดงว่า ทั้งหมดเป็นอุบัติเหตุที่มาจากความบกพร่องของเครื่องยนต์รถก็ตาม แต่เพราะคืนนั้น คุณพิธินั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย คุณพิธิจึงไม่สามารถที่จะมองข้ามผ่านไปได้ว่า ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมในความผิดพลาดนั้นด้วย ความรักจึงเหมือนถูกกระชากออกจากหัวใจของคุณพิธิ ที่จะปิดมันไว้ตลอดกาล ไม่แม้แต่จะมองหาความจริงใจใดๆที่อยู่ไม่ไกลอีกครั้ง
Shout hallelujah
แค่เพียงบอกใจ อย่าหวั่นกลัว
(So let's sing a song)
พร้อมเสียงเพลงที่ขับขานกล่อมใจ
And just get happy
กับการปล่อยให้ใจดื่มด่ำความสุขนั้น
(of cheer again)
เพื่อให้ความสดชื่นแจ่มใสเกิดขึ้นอีกครา
มือเปียโนหนุ่มใหญ่ มองเลยผ่านมาที่คุณพิธิ ที่กำลังขับขานเสียงเพลงด้วยน้ำเสียงที่ครั้งหนึ่ง เป็นที่ต้องการในแวดวงคนขายเสียง ยามค่ำคืนเหมือนเป็นสวรรค์บนดิน ที่เสียงอันไพเราะของคุณพิธิจะขับก้อง และพาผู้คนให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล คุณไพลินแอบยิ้มเมื่อเข้าใจสายตาของหนุ่มใหญ่นักเปียโนคนนี้ ที่มีให้กับเพื่อนรักได้ดี คุณพิธิเหลือบหันไปมองหนุ่มใหญ่เจ้าเสน่ห์ ก่อนที่จะจัดหมวกปีกกว้างใบเก่งสีชมพูให้เข้าที่ แล้วจึงขยิบกะพริบตาให้กับเจ้าของเสียงเปียโนที่ทำให้ค่ำคืนนี้อ่อนหวานละมุนละไม คุณไพลินถึงกับแทบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา เมื่อแพ็ตตี้ ยังคงร้ายกาจไม่เปลี่ยนแปลง
Happy times
เวลาแห่งความสุข
(Happy times)
ช่วงเวลาที่งดงาม
“คุณธันว์” นรัฐหน้าแดงซ่าน เมื่อจู่ๆ ไฟฟ้าในร้านก็กลับมาติดเหมือนเดิม ธันว์แก้เขินด้วยการหันไปเป่าเทียนเล่มเดิมที่ดับไปแล้ว แต่เป่าเท่าไหร่ ไฟในร้านก็ยังส่องสว่างเหมือนเดิม “สงสัยมันจะเสียแล้ว คุณนรัฐเคยได้ยินใช่ไหมครับ สงสัยหัวเทียนบอด” นรัฐส่ายหน้ากับคำพูดของธันว์ ที่ฝ่ายนั้นก็เขินอยู่ไม่น้อย ธันว์หัวเราะเบาๆ กับอาการแก้เก้อของตัวเอง ที่ยิ่งทำ มันก็ยิ่งส่งผลให้เขาดูเป๋อๆมากกว่าเดิม “แล้วเราแก้ไขอะไรทันไหมครับ” นรัฐถามออกไปในที่สุด ธันว์ดันโทรศัพท์มือถือของตัวเองไปจนไกล ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถ้าเป็นเรื่องที่ผมหลงรักคุณเข้าให้จนเต็มเปา มันไม่มีอะไรแก้ไขได้แล้วล่ะครับ” นรัฐได้แต่พยายามกลั้นยิ้ม แต่มันก็ยิ่งยากมากขึ้นทุกที “ผมคงทานของหวานต่อไม่ไหวแล้วล่ะ” ธันว์ยิ้มกว้าง เพราะรู้แล้วว่า เขาได้เข้าไปสร้างความหวานในใจของนรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Happy nights
ค่ำคืนที่แสนอ่อนหวาน
(Happy nights)
ความหวานล้ำที่ค่ำคืนนำพา
“เป่าเค้กสิครับ” นักเปียโนหนุ่มใหญ่ เดินเข้ามาหาพิธิ พร้อมกับเค้กชิ้นหนึ่งที่ด้านบนมีเทียนเล่มเล็กๆปักอยู่ “อย่าถามเรื่องอายุเชียวนะ” เสียงสั่งห้ามดุๆ แต่ทีเล่นทีจริงอยู่ในที ทำให้คนที่ถือเค้กอยู่ในมือส่ายหน้าว่าเขาไม่ถามแน่ๆ “แค่รู้ว่าตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำสองสามรอบต่อคืน เราก็แก่กันมากแล้ว” คุณพิธิหัวเราะเสียงใส หลังจากเป่าเทียนจนดับและรับจานใส่เค้กเล็กๆนั้นมาถือเอาไว้
Happy days
กับวันที่แสนสุขใจ
Are here again!
เริ่มต้นใหม่ได้จากตรงนี้
“มีครีมเค้กติดอยู่ที่ริมฝีปากของคุณ” คุณพิธิเกือบจะใช้มือเช็ดมันออก แต่ยั้งเอาไว้แล้วพูดออกไปว่า “ถ้าคุณมีวิธีที่ดีกว่า” หนุ่มเปียโนมือทองยิ้มกว้าง ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้ “ทำอะไรกันน่ะ เห็นนะ” คุณไพลินส่งเสียงขัดจังหวะดังลั่น “ฝากเอาไว้ก่อน” คุณพิธิหัวเราะดังลั่น เมื่อได้ยินคำคาดโทษนั้น คุณไพลินนั่งลงร่วมวงคุยด้วย ทั้งสามคนที่ต่างรู้ดีว่า ค่ำคืนนี้จะออกมาอย่างที่เห็นนี้ไม่ได้ หากว่าหัวใจ ไม่รู้จักถึงความสุขที่หาได้ง่ายๆในชีวิต
happy days are here/ get happy
lea michele duet with chris colfer

เรื่องสั้นๆ SimplytheBest
#1 By arjinn (110.49.63.55) on 2010-10-27 18:15