+++ ฉัน..จากวันนี้ +++

posted on 03 Nov 2010 00:47 by this-is-tlr  in ShortStories
 
 
ฉัน..จากวันนี้
by TLR
 

ละครเรื่องที่แล้วของเรา ประสบความสำเร็จมากเลยนะ พวกนักแสดงนำก็ตบเท้าเข้ารับรางวัลกันถ้วนหน้า แถมผู้กำกับยังสามารถต่อยอด กำกับเรื่องอื่นต่ออีก ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบทละครที่เราเขียนนั่นแหละ กุล” เจ้าของชื่อยิ้มรับ แต่เป็นรอยยิ้มที่เจ้าตัวรู้ดีว่า ความหมายที่มันซ่อนภายในนั้น คืออะไร

 

“แบบนี้นะกุล เฮีย ยินดีที่จะทำละครจากบทของกุลไม่ว่าเรื่องไหนเลย” เฮียที่เป็นหุ้นส่วนในการอนุมัติงบการถ่ายทำ พูดด้วยความปลาบปลื้มในใจ ทั้งเงิน ทั้งกล่อง รายได้รวมถึงรางวัลมากมาย ที่หลั่งไหลและตามมาจากความโด่งดังที่ละครเรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์เอาไว้


ดีเลยครับเฮีย กุลกำลังอยากให้เฮียลองอ่านบนละครเรื่องใหม่ที่กุลเขียนเอาไว้นานแล้วอยู่พอดี” กุลวัฒกำลังจะหยิบเอาบทละครที่ถูกบรรจงเขียน ร้อยเรียงเรื่องราวลงบนกระดาษสีขาวปึกหนาออกมาจากกระเป๋าสะพาย แต่ก็เห็นสายตาของเฮียเจ้าของเงินทุนมองมาอย่างลังเล ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันที และมันมีความหมายที่เป็นเชิงลบอย่างเห็นได้ชัด

 

“กุลหมายถึงเรื่องที่กุลเคยเอามาให้เฮียอ่านน่ะหรือ” เสียงพูดที่กุลวัฒได้ยิน ทำให้เขาต้องหุบยิ้มลงไปในทันที “ครับเฮีย” เจ้าของบทละครที่ได้แต่ปล่อยให้กระดาษปึกใหญ่นั้น ยังคงสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋าสะพาย


ไม่ใช่ว่าเฮียจะรู้สึกรังเกียจรังงอนอะไรนะ กุล นะ แต่เฮียว่า มันยังไม่ถึงเวลาหรือเปล่า หรือกุลว่าไง” กุลวัฒกำลังจะพูดแสดงความคิดเห็นออกไป แต่เฮียก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “เฮียว่า อะไรที่มันทำให้คนดูเหมือนถูกยัดเยียด มันไม่เหมาะหรอก” เฮียบอกว่า บทประพันธ์ของกุลวัฒเรื่องนี้นั้น ยังไม่เป็นที่ต้อนรับของคนในสังคม

 

“แต่ถ้าเราไม่นำเสนอให้คนทั่วไปได้รับรู้ แล้วเมื่อไหร่มันจะดีขึ้น หรือเป็นที่ยอมรับล่ะครับเฮีย” กุลวัฒถามคำถามที่ทำให้เฮียต้องเบือนหน้าหนี “จะนำเสนออะไรมันก็ต้องคำนึงถึงเรตติ้งด้วย” เฮียหยุดพูดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า

 

มีอย่างที่ไหน ตัวละครนำของกุล เป็นผู้ชายสองคน เป็นเกย์ มาแสดงความรักที่คนเขาจะแหวะใส่ พากันอ้วกแตกอ้วกแตน ออกทีวี” ถึงแม้กุลวัฒจะรู้ว่า เฮียไม่ได้พูดกระแทกแดกดันตัวเขา แต่มันก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย

 

“แม้ว่ามันจะเป็นความจริงในสังคมอยู่แล้วน่ะหรือครับ” กุลวัฒถามเฮียออกไป เจ้าของเงินทุนพยักหน้าตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล “ในสังคมนี้ เคยอยากฟังความจริงเสียที่ไหนกัน เอาแบบที่เห็นๆกันอยู่ นี่เฮียก็พยายามพูดให้อิงความจริงที่สุดแล้วนะ” กุลวัฒคิดว่า อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ มันก็น่าที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง


อีกอย่างมันก็ต้องขึ้นอยู่กับคนที่ออกทุนให้ทำด้วย” กุลวัฒรู้ดีว่า อำนาจต่อรองมันไม่ได้อยู่ที่เขาเลยจริงๆ อาจจะถือได้ว่า เขามีสิ่งที่ดีมากที่สุดอยู่ในมือก็ตาม แต่นั่นไม่ได้อยู่ที่เขาที่จะเป็นคนตัดสินใจ ที่จะไฟเขียวทำให้บทละครที่อยู่บนหน้ากระดาษออกมาโลดแล่นมีชีวิตได้ในจอแก้วหรือจอภาพยนตร์

 

“แต่มันมีเรื่องราวและมีอะไรมากกว่าเรื่องผู้ชายสองคนรักกัน อย่างที่เข้าใจกันนะครับ” กุลวัฒนั้นหวังว่าเขาอาจจะได้รับโอกาสในแสดงความคิดจริงๆของเขาออกมา ผ่านตัวละครที่เขาเขียนขึ้น และผ่านบทละครที่เขาสร้างสรรค์เอาไว้


เฮียจะยอมเอาเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครนะ บนเงื่อนไขที่ว่า” ไม่ต้องให้เฮียพูดออกมา กุลวัฒก็รู้ว่า มันคืออะไร กับเงื่อนไขที่ว่านั่น “ผมเปลี่ยนมันไม่ได้” กับการที่กุลวัฒต้องเปลี่ยนตัวละครนำของเรื่องให้กลายเป็นคู่รักชายหญิงทั่วๆไป

 

“ถ้างั้นเฮียก็ต้องขอผ่านเรื่องนี้ไป เก็บเอาไปคิดดูให้ดีแล้วกันนะกุล เรากำลังมีชื่อเสียง ยังสามารถเติบโตไปในวงการนี้ได้อีกไกล ทำอะไรตามใจตลาด ให้คนดูพอใจเอาไว้ก่อน มันก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือไง นักเขียนไส้แห้งน่ะ ยังเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าใจอยู่เสมอนะ ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด” กุลวัฒเดินออกจากที่นั่นในทันที เพราะเขารู้สึกว่า ตัวเองกำลังถูกดูถูก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ห้องซ้อมขับร้องของโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ เป็นห้องที่ดูแล้วทันสมัยกับอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ จิ๋วจึงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้ามาในนี้ กับเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีอย่างเขา เมื่อชมรมขับร้องของโรงเรียน สามารถชนะการประกวดเยาวชนแห่งชาติมาได้ถึงสามปีซ้อนแล้ว

 

และปีนี้ก็หวังว่า จะทำได้เช่นเดิม จิ๋วนั้นชื่นชมบรรดานักร้องของชมรมนี้มาก เพราะมันทำให้จิ๋วค้นพบความชื่นชอบที่เขามีด้วยเช่นกัน ใช่แล้ว เด็กหนุ่มค้นพบว่า เขานั้นชอบร้องเพลงมากเพียงใด และก็ดีใจและเต็มใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชมรมนี้


เอาล่ะทุกคน วันนี้เราจะเริ่มซ้อมเพลงใหม่กันนะ” เสียงอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมบอกให้ทุกคนเตรียมพร้อม ก่อนจะแจกชีทเพลงไปให้กับทุกคน จิ๋วรับเนื้อเพลงมา พร้อมกับต้องรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มันเป็นเพลงที่เขาชอบมากเหลือเกิน ทุกครั้งที่เขาได้ฟังทำนองของเพลงนี้เริ่มต้นขึ้น จิ๋วสามารถปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปตามความหมายและท่วงทำนองได้อย่างอิสระ

 

“ผมขอร้องนำได้ไหมครับ” จิ๋วพูดออกไป ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะกำลังรู้สึกดีใจอย่างที่สุด “เธอว่าอะไรนะ” เสียงของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจกึ่งไม่เชื่อหูนักนี่มันเพลงของผู้หญิงนะ” นักร้องนำหญิงของชมรม ที่ปกติแล้วจะได้รับเลือกให้ร้องนำอยู่เสมอ พูดกับจิ๋วด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ

 

“เธอเป็นผู้หญิงหรือไง” อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมถามจิ๋ว นักเรียนคนอื่นๆในชมรมพากันหัวเราะครืน เมื่อต่างก็รู้ดีว่า จิ๋วนั้นดูกระเดียดไปทางเด็กผู้หญิง แต่ยังไงก็ไม่ใช้ เขายังคงเป็นเด็กหนุ่มอยู่วันยังค่ำ “เปล่าครับ” จิ๋วส่ายศีรษะตอบเสียงเบา

 

“ฉันก็คิดว่าไม่ใช่” อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดสำทับอีก และมันทำให้จิ๋วรู้สึกหน้าชา เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองดูจะไม่เป็นที่ต้อนรับมากนักในช่วงเวลานี้ “พวกเธอ ร้องคอรัสไลน์” แล้วจิ๋วก็ต้องรวมกลุ่มกับฝั่งนักร้องสนับสนุนอีกครั้ง เช่นเดียวกับเพลงที่ผ่านๆมา


การซ้อมร้องเพลงผ่านไปแล้ว จิ๋วนั้นพึมพำๆจนแทบไม่ได้ยินเสียงออกจากปากเขาด้วยซ้ำ แต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะกำลังใส่ใจกับนักร้องนำมากกว่า จิ๋วเองนั้นเงียบลงไปถนัดใจ เพราะตอนนี้เด็กหนุ่มกลัวว่า หากพูดอะไรออกไปอีก มันจะทำให้เขากลายเป็นเป้าให้ต้องโดนพูดดูถูกและล้อเลียนอีก

 

นักเรียนในชมรมทยอยกันเดินออกจากห้องซ้อมไป จิ๋วนั้นเก็บชีทที่เป็นเนื้อเพลงใส่ลงกระเป๋านักเรียน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะมีน้ำตา จึงบอกตัวเองให้ออกไปจากที่ห้องซ้อมนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้ำตาจะหยดลงมาบนแก้ม


จิ๋วกลับมาถึงบ้าน เขาขลุกตัวอยู่ในห้องนอนตั้งแต่นั้น พอแม่เรียกให้ลงไปกินข้าวเย็น จิ๋วเลี่ยงและบอกว่าเขามีการบ้านค่อนข้างเยอะ ก่อนจะปิดประตูห้องลง เด็กหนุ่มอยากอยู่คนเดียว ความรู้สึกของเขาบอกแบบนั้น แม้ว่าเขาไม่มีกะจิตกะใจจะหยิบเอาการบ้านวิชาใดๆขึ้นมาทำทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องฝืนทั้งๆที่ในใจวนเวียนคิดถึงคำพูดที่ได้ยินในห้องซ้อมดนตรีวันนี้อยู่ตลอดเวลา

 

ทั้งๆที่พยายามจะลืม และไม่ให้มันกลับเข้ามารบกวนจิตใจ แต่มันก็ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการเลยสักนิด จิ๋วจึงละสายตาจากการบ้านตรงหน้า ก่อนจะปุ่มเปิดวิทยุ เลื่อนนิ้วหาคลื่นอยู่สักพัก ก่อนที่ทำนองเพลงที่คุ้นหูจะดังผ่านจากลำโพงออกมา นี่คงเป็นครั้งแรกกระมัง ที่จิ๋วนั่งฟังเพลงโปรด แต่ไม่กล้าร้องคลอตามอย่างเคย


บทอะไรก็ได้ พี่เล่นได้ทั้งนั้นแหละ” ภรต นักแสดงหนุ่มใหญ่ ที่อายุเลยวัยที่หลายๆคนคิดว่า น่าจะเล่นบทนำ บทพระเอก หรือแม้แต่บทที่สำคัญกับตัวเรื่องได้แล้ว เขากำลังโทรถามไปตามกองละคร กองหนังต่างๆ เผื่อว่าจะมีอะไรให้เขาทำได้บ้าง

 

เพราะตอนนี้ผู้จัดการส่วนตัวของเขาเตือนว่า เงินที่เคยเข้ามาจนนับแทบไม่ทัน เมื่อสมัยที่เขากำลังเฟื่องฟูนั้น ร่อยหรอลงไปเยอะ และทำท่าว่า จะไม่พอด้วยซ้ำ และนั่นกำลังจะนำมาด้วยหนี้ก้อนโต หากว่าเขายังไม่สามารถหารายได้เข้ามาได้ในเร็วๆนี้ ภรตจึงลองติดต่อไปตามที่ต่างๆด้วยตัวเอง เผื่อว่าจะมีค่ายไหน หรือนายทุนคนใดอยากได้เขาไปร่วมงานด้วย

 

โอ๊ย พี่ภรตครับ ทางเราหาตัวแสดงได้ครบแล้วน่ะครับ เต็มเอี้ยดเลย ขอโทษด้วยครับพี่” เสียงที่ปลายสายตอบกลับมา และกำลังจะวางสาย “บทอะไรก็ได้นะน้อง จริงๆนะ พี่เล่นได้ทั้งนั้น น้องเคยดูพี่แสดงหนัง แสดงละครมาก่อนใช่ไหม” พอภรตได้ยินเสียงพูดของตัวเองจบลง เขาก็ได้ยินคนที่ปลายสายกำลังพยายามกลั้นหัวเราะกันอยู่ ก่อนจะพูดกลับมาว่า

 

“ผมรู้ครับ ว่าพี่เป็นนักแสดง แต่ผลงานของพี่หากจะถามว่ามีอะไรบ้าง และผมเคยผ่านตาเรื่องไหนบ้าง ผมคงเกิดไม่ทัน” แล้วก็มีเสียงคนอื่นอีกสองสามคน ระเบิดหัวเราะออกมา ทำให้เจนภรตรู้ว่า มีคนหลายคนกำลังเห็นเขาเป็นตัวตลก เป็นจำอวดหน้าม่าน

 

พี่เล่นบทแม่ได้ไหมล่ะครับ” เสียงนั้นยังคงถามมา ด้วยอาการของคนกำลังพยายามจะหยุดหัวเราะ เพราะเริ่มจะหายใจไม่ทัน หากเป็นเมื่อก่อนนี้ ตอนที่เขายังมีชื่อเสียง และยังเป็นที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นผู้จัดรายใด ค่ายแสดงค่ายไหน ภรตคงจะแผดเสียงด่าเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ไปแล้ว

 

และยังจะสามารถทำให้พวกที่มาทำปากดีกับเขาต้องตกงาน หรือไม่ก็ไม่มีหนทางในวงการนี้ได้เลยในทันที แต่ในตอนนี้ กับวินาทีนี้ ภรตกำลังพูดอยู่กับคนที่สามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตในวงการแสดงของเขาได้ในระดับหนึ่ง เขาจึงไม่สามารถพูดไปได้ดั่งใจ และเขามีตัวเองเท่านั้นที่ต้องกล่าวโทษ กับพฤติกรรมแย่ๆที่ผ่านมาของเขาเอง

 

เผอิญว่า เอ็กซ์ตร้าผมอาจจะไม่พอน่ะครับ” ภรตนั้นถึงกับพูดไม่ออก เมื่อโดนเล่นงานและถูกดูถูกมากถึงขนาดนั้น “เอาไว้เดี๋ยวจะติดต่อกลับไปใหม่นะครับ” ฝ่ายผู้จัดการส่วนตัวของภรตที่ฟังการสนทนาอยู่ด้วย รีบกล่าวแทรกตัดบท และกดวางสายไป

 

“เหลือเชื่อจริงๆเลย คนพวกนี้ มันจะเหยียบย่ำคนให้จมดินกันเลยหรือไงวะ” ผู้จัดการของภรตรู้สึกหงุดหงิดแทน “ไม่เห็นจะต้องพูดขนาดนี้เลย ไม่มีงานให้ ก็ไม่มีสิวะ ใช่ไหมภรต” เจ้าของชื่อได้แต่นั่งนิ่ง ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไป และเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อรองอะไรได้ จึงต้องยอมตัวเองเหมือนเป็นลูกไล่ ให้เขาพูดอะไรใส่ก็ได้ตามแต่จะต้องการ

 

เราต้องการงาน และต้องขอจากคนเหล่านี้” ภรตพูดออกไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บแปลบในใจ “หรือถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะไปทำอย่างอื่น เพราะที่นี่ คงไม่มีที่ว่างให้ผมพอที่จะแทรกเข้าไปยืนแล้ว” ภรตถอนหายใจเฮือกใหญ่ มันคงเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า กรรมตามทัน

 

“ทุกอย่างคงมีเหตุผลของมัน มีที่มาที่ไป ที่คนอย่างผมควรจะยอมรับมันได้แล้ว” ภรตยอมรับว่าเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน กับการต้องผ่านเรื่องราวต่างๆนานามากมาย ที่มีผลต่อสภาพจิตใจเช่นนี้ “เราจะไปยอมมันง่ายๆได้ยังไงกัน ภรต” ผู้จัดการส่วนตัวของเขา ยังยืนยันเช่นเดิม

 

ยิ่งไปยอมมันก็ยิ่งแกล้งเราอย่างไม่มีวันจบ ไม่มีหยุดหย่อน เราต้องหาทางทำให้มันง้อเราให้ได้สิ ไม่อย่างนั้น ก็เท่ากับเราแพ้ และผมว่า นั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเราอย่างแน่นอน” ภรตรู้ว่าผู้จัดการของเขาหวังดี แต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็เป็นทางตันไปหมด เหมือนมันสิ้นสุดกันตรงนี้แล้ว ไม่มีทางให้ไปต่อ

 

“เขาเพิ่งจะบอกให้ผมไปแสดงบทเอ็กซ์ตร้า ตัวประกอบนะผู้จัดการ ก็ได้ยินกันอยู่ แถมยังจะเป็นบทแม่ด้วย ถ้านั่นจะยังทำให้ฟังดูแล้ว ยังแย่ไม่พอ” ภรตถอนหายใจออกมาอีกครั้ง และคราวนี้ผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็พูดไม่ออกเช่นเดียวกัน


กุลวัฒกำลังลังเลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเขาเองก็หงุดหงิดตัวเองกับที่อยู่ๆ เขาก็เกิดรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น กับการโดนปฏิเสธที่เหมือนจะซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบทละครที่เขารักมากที่สุด ตั้งแต่รู้จักการเป็นนักเขียนมา

 

มันเหมือนกับเอาหัวใจของตัวเองไปยื่นให้ใครสักคน แล้วเขาก็เลือกที่จะใช้มีดมาแล่เนื้อเถือหนังให้ต้องเจ็บปวด แถมยังจะถ่มน้ำลายรด เพื่อให้แสบสันต์จนต้องจำไปจนวันตาย กุลวัฒจึงได้แต่ทำท่าจะเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไป แต่แล้วเขาก็ต้องหันหลังเดินกลับออกมาตั้งหลัก ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น จนเขาเองอยากจะร้องตะโกนออกมาให้ดังลั่น


เอายังไง ไอ้กุลเอ๊ย ตัดสินใจซิ ลุย หรือ เลิก” กุลวัฒถามตัวเอง มองไปที่ประตูกระจกบานทึบ ก่อนจะหายใจเข้าจนลึก “มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่เข้าไปในนั้น แล้วเราจะมาที่นี่ทำไมกันล่ะ” กุลวัฒคิดถึงบทละครที่ตัวเองเขียนขึ้น มันเป็นบทละครที่เขียนเพื่อละครโทรทัศน์

 

แต่พอเขาเห็นว่า บริษัทที่กำลังมีชื่อเสียง และได้รับความนิยมและคำชื่นชมมากขึ้นเรื่อยๆ จากการนำเสนอการแสดงทางด้านละครเวที และกำลังเปิดรับผู้ที่มีความสามารถในการเขียนบทละคร หรือบทละครที่เขียนเสร็จแล้ว ให้ลองเข้ามาเสนอดู เพื่อจะจัดทำเป็นละครเวทีเรื่องถัดไป ต่อจากเรื่องที่กำลังแสดงอยู่ ที่จะปิดการแสดงลงในเร็วๆนี้

 

ผมเอาบทละครมาเสนอครับ เป็นบทละครโทรทัศน์” กุลวัฒบอกกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ที่ด้านหน้าถึงธุระของเขา เธอกำลังพูดสายโทรศัพท์อยู่ และไม่ว่างที่จะคุยด้วย กุลวัฒรู้สึกว่า แค่เริ่มก็ไม่ได้เรื่องแล้ว แต่แล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิม หันมาบอกว่าให้เดินผ่านประตูด้านในเข้าไป เลี้ยวซ้าย และตรงไปที่ห้องประชุมได้เลย

 

กุลวัฒทำตาม พอเข้าไปถึง ก็เห็นคนหลายคนกำลังนั่งอยู่ในห้องนั้น ต่างคนต่างหน้าตาเคร่งเครียด และภายในห้องนั้นก็เต็มไปด้วยกองปึกกระดาษบางบ้างหนาบ้าง เดาได้โดยทันทีว่า มันคือบทละครมากมายหลายเรื่อง ที่ถูกนำมาเสนอให้กับบริษัท

 

จะน่าเบื่อเหมือนเรื่องอื่นๆไหมเนี่ย” เสียงถามลอยมาให้กุลวัฒได้ยิน มันทำให้เขาละมือที่กำลังจะหยิบบทละครปึกที่มีหน้าปกสีชมพูอ่อนออกมา แต่เปลี่ยนไปหยิบอีกปึกหนึ่งแทน “ไหนดูซิเริ่มต้นว่าไง” กุลวัฒเห็นผู้หญิงที่มองลอดแว่นอยู่ตลอดเวลา หยิบเอางานของไปเปิดอ่านในทันที ก่อนจะมองไปทางผู้ชายอีกคน ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมงานทั้งหมด

 

“ไม่มีที่มันใหม่ แตกต่าง และเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้แล้วหรือ” ชายคนนั้นถามขึ้น สายตาก็เริ่มอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ จากฝีมือของกุลวัฒไปด้วย ก่อนจะเงยหน้ามองมาที่กุลวัฒ ทั้งชายคนนั้นและผู้หญิงด้วย เมื่อยังไม่ได้ยินคำตอบจากเขา

 

คือ” กุลวัฒอยากจะพูดว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่เขารักมาก แต่มันกลับพูดไม่ออก “ว่าไง โอกาสสุดท้ายแล้วนะ” เสียงผู้หญิงผู้มองลอดแว่นอยู่เสมอขู่ออกมา “มันไม่ใช่บทละครเวทีนะครับ” ผู้ชายคนนั้นหงายมือขึ้น ก่อนจะกวักมือเป็นเชิงให้กุลวัฒเอามาให้เขาอ่านได้แล้ว กุลวัฒทำตาม ชายคนนั้นเริ่มอ่านมันในทันทีที่ได้ดึงปึกกระดาษที่มีหน้าปกสีชมพูอ่อนนั้นไป

 

เขากวาดสายตาไปเรื่อยๆ จากหน้าแรก สู่หน้าที่สอง ต่อจากนั้น และจากนั้น จากสีหน้าที่กำลังเบื่อหน่าย เขาขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรง และมันก็ทำให้ผู้หญิงคนนั้นขยับแว่นขึ้น และเลิกมองลอดแว่นได้เสียที ก่อนที่ชายคนนั้นจะยื่นบทละครให้เธออ่าน ส่วนกุลวัฒก็กำลังงงๆ เมื่อชายคนนั้นมองเขาด้วยสายตายิ้มๆ


คิดว่าไง” เสียงของชายคนนั้นถามผู้หญิงผู้สวมแว่น ที่พอเธอไม่มองลอดแว่นอย่างที่ชอบทำเป็นประจำแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่มีแววตาและรอยยิ้มที่ใจดีมากคนหนึ่ง “ก็คงคิดอย่างเดียวกับเธอนั่นแหละ” กุลวัฒมองคนสองคนตรงหน้าไปมา ที่พวกเขากำลังเริ่มหัวเราะกันเสียงดังลั่น ก่อนจะเห็นผู้หญิงคนนั้น โยนบทละครคืนกลับมาให้เขา “ฉันไม่ชอบมัน” เธอพูดขึ้น ผู้ชายคนนั้นก็ส่ายหน้า และบอกว่า

 

“ผมก็ไม่ชอบมัน ที่มันเป็นบทละครทีวีแบบนี้” กุลวัฒเอื้อมมือไปหยิบบทละครของตัวเองขึ้นมาจากโต๊ะ ก่อนจะเอามากอดไว้แนบอก “ดูท่าคุณจะรักมันมาก” และไม่ต้องมีคำตอบจากกุลวัฒ มันก็เห็นได้ชัดถึงความรู้สึกที่เขามีกับมัน “ถ้าอย่างนั้น ก็ทำให้มันเป็นบทละครเวทีสิ เราจะได้เริ่มงานละครเวทีเรื่องใหม่กันได้เสียที” กุลวัฒทำหน้างงๆ เมื่อผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาจากโต๊ะ โอบไห่ลเขา และบอกยินดีต้อนรับ นักเขียนคนใหม่ของค่าย

 

จิ๋วไล่มองไปบนบอร์ดที่มีประกาศปิดอยู่ไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มทำเป็นประจำ เขาไม่มีเพื่อนมากนัก ซึ่งเด็กหนุ่มก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าทำไมถึงไม่มีใครอยากจะสนิทสนมกับเขา จิ๋วเลยเหมารวมว่า ทุกคนคงจะอายที่จะอยู่ใกล้เขา เพื่อนผู้ชายคงกลัวว่าจะถูกเหมารวมพวกไปด้วย ส่วนพวกผู้หญิงก็ไม่ชอบสุงสิงกับเขาอยู่แล้ว

 

พอมองหาคนอื่นๆที่เหลือ ที่อาจจะมีอะไรคล้ายๆกับเขา จิ๋วก็พบว่า พวกนั้นไม่ได้มีความสนใจใกล้เคียงกับเขาเลยสักนิด จิ๋วชอบร้องเพลง ชอบอยู่กับเสียงไพเราะ เหตุนี้กระมัง จิ๋วที่กำลังรอให้แม่มารับกลับบ้านในวันนี้ สะดวกใจมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว


`รับสมัครคัดเลือกนักร้องหน้าใหม่ สำหรับละครเวที ดูรายชื่อเพลงด้านล่าง` จิ๋วไล่สายตาลงไปเรื่อยๆ ตามรายชื่อเนื้อเพลงที่มี จนมาสะดุดกึกเข้ากับเพลงรองสุดท้ายนั้น มันคือเพลงที่จิ๋วรักมากที่สุด และต้องการที่จะร้องมันมาเหลือเกิน แต่ก็ไม่เคยได้มีโอกาส

 

เพราะทุกคนต่างบอกว่า เขาที่เป็นผู้ชายไม่ควรที่จะร้องเพลงนี้ เพราะมันเป็นเพลงของผู้หญิง ทั้งๆที่คนที่ห้ามเขานั้น ยังไม่มีโฮกาสได้ฟังเสียงของเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะทุกครั้ง เขาจะถูกจับไปอยู่กับกลุ่มนักร้องสนับสนุน ที่ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงที่เขามีจริงๆเสียที ว่ามันเหมาะ หรือมันเพราะหรือไม่ เมื่อเขาร้องเพลงนี้ออกมา

 

จิ๋วดึงแผ่นประกาศนั้นมาแผ่นหนึ่ง มองดูสถานที่ วัน เวลา ตอนนี้จิ๋วรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก พอขึ้นรถมาได้ ก็พูดบอกให้แม่ฟัง ปกติแล้วแม่ไม่เคยห้ามอะไรจิ๋วเลย แต่ครั้งนี้จิ๋วได้ยินแม่ถามว่า `แล้วไม่อายเขาหรือไง` จิ๋วก้มหน้าลง ได้แต่มองชื่อเพลงที่เป็นเพลงที่เขารักมากที่สุด และเชื่อว่าเขาน่าจะทำได้ดี เมื่อมีโอกาสได้แสดงความสามารถที่มีในตัวออกมา

 

จิ๋วมองหน้าแม่อีกครั้ง แม่ของเขาหันมาสบตา แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ จิ๋วเองก็นั่งนิ่งเงียบไปตลอดทางเช่นกัน จนกลับมาถึงบ้าน ตนอที่เด็กหนุ่มกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ก็ได้บอกกับแม่ว่า จะไปตามวันเวลาในการคัดเลือก ก่อนจะได้ยินเสียงแม่ของเขาพูดเบาๆว่า ให้จิ๋วไปเอง แม่จะไม่ไปส่ง

 

จิ๋วตื่นขึ้นมาในวันที่มีการคัดตัว เด็กหนุ่มรีบทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ แต่พอลงมาข้างล่าง ที่ห้องรับแขก ห้องครัว ไม่เห็นแม่อย่างเคย แต่จิ๋วมองเห็นน้ำส้มผสมน้ำผึ้ง ตั้งอยู่บนโต๊ะทานข้าว จิ๋วหยิบมันมาดื่มจนหมด ก่อนจะออกจากบ้านไป

 

เสียงประตูชั้นบนเปิดออก พร้อมกับที่แม่ของจิ๋วเดินลงด้านล่าง เธอเห็นแก้วน้ำที่เธอผสมไว้ให้ลูกชายถูกดื่มหมดแล้ว เธอมองไปที่ประตูบ้าน เหมือนคนกำลังคิดและชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน ความคิดของเธอนั้น แบ่งเป็นสองส่วน โดยฝ่ายแรกกำลังก่นด่าตัวเอง และฝ่ายหลังกำลังนึกสงสารลูกสุดกำลัง

 

จะคัดเลือกด้วยเพลงอะไรล่ะเรา” จิ๋วถูกถาม ก่อนจะบอกชื่อเพลงออกไปเบาๆ คนรับสมัครถึงกับมองหน้าจิ๋ว ก่อนจะถามสั้นว่า “แน่ใจนะ” จิ๋วพยักหน้าบอกว่าเขาแน่ใจ แต่ในใจนั้นเต้นตึกตักจนแทบจะหลุดออกมาด้านนอก “ติดหมายเลขที่อกด้านซ้าย แล้วไปนั่งรอได้เลย” จิ๋วรับคำสั้นๆ ก่อนจะเดินไปตามหมายเลขที่ตัวเองได้มา มองไปแล้วมีคนมาคัดตัวค่อนข้างเยอะเหลือเกิน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่มาสมัครเป็นนักแสดงก็ถูกคัดไปอีกฝั่งหนึ่ง

 

ส่วนจิ๋วนั้น แยกมาอีกด้านหนึ่ง ที่มองไปมีแต่คนที่กำลังขะมักเขม้น ซ้อนร้องบ้าง ท่องจำเนื้อเพลงให้แม่นยำบ้าง พอจิ๋วเดินเข้าไปที่ที่นั่งของตัวเอง ก็มีแต่คนหันมามอง จิ๋วนั่งลงที่หมายเลขของตัวเอง และรอบข้างของจิ๋วมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ส่วนอีกด้าน ก็มีแต่ผู้ชายที่บ้างก็ชี้นิ้วมา บ้างก็มองมาด้วยความขบขัน

 

กุล ดูนั่น” ทีมงานสะกิดกุลวัฒให้หันไปมองเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นั่งอยู่ท่ามกลางผู้หญิงทั้งหลาย ที่กำลังจะคัดเลือกด้วยการร้องเพลงเดียวกัน กุลวัฒยิ้มออกมา เมื่อเห็นแบบนั้น “นั่นต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมากเลยนะ” กุลวัฒรู้ดี ว่ามันบ้ามากแค่ไหน ที่ใครสักคน จะต้องพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนอื่น เพื่อให้ถูกเรียกว่าแปลก และเป็นพวกประหลาด

 

กุลวัฒนึกชื่นชมเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้ ที่กล้าก้าวข้ามเสียงวิพาษ์วิจารณ์ และคำพูดของคนอื่น เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ และเริ่มทำมันตั้งแต่อายุยังน้อย และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้กุลวัฒทึ่ง

 

ถึงคิวของจิ๋วแล้ว ที่จะต้องขึ้นไปบนเวที เด็กหนุ่มลุกขึ้นเดินไปช้าๆ เสียงคนทั้งหมดเงียบลง ราวกับว่า นี่คือเวลาที่พวกเขารอคอย กับการจะได้ฟังเสียงร้องของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่กล้าที่จะเลือกร้องเพลงที่มีตัวเปรียบเทียบที่ชัดเจนและแตกต่างกันได้มากขนาดนี้ จิ๋วขึ้นไปยืนบนเวที โดยมีไมโครโฟนตั้งอยู่ตรงหน้า

 

จิ๋วมองออกไป ที่ตรงนั้น แม่ของเขายืนโบกมือให้ จิ๋วยิ้มออกมาอย่างลืมตัว แม่ของจิ๋วส่งจูบให้กำลังใจลูกชาย เธอเกือบจะต้องเกลียดตัวเองไปตลอดชีวิต ถ้าหากว่ามาไม่ทันช่วงเวลานี้ นาทีที่จะได้เห็นว่า ลูกชายของเธอมีความสุขมากแค่ไหน แล้วเสียงเปียโนก็ดังแผ่วพริ้วขึ้น ก่อนที่จิ๋วจะเริ่มเอื้อนเอ่ยเป็นทำนองเพลงที่แสนจะไพเราะออกมา

 

ถ้าคุณเล่นละครเวทีเรื่องนี้ ผมจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณอีกนะ ภรต” ผู้จัดการของนักแสดงหนุ่มใหญ่ ที่กำลังตกอับและขัดสน ตะโกนลั่น เมื่อภรตมาบอกว่า เขาจะรับเล่นเป็นละครเวทีเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจและกล่าวขวัญถึง “มันเป็นโอกาสที่ดี” ภรตพูดออกไปสั้นๆ

 

“โอกาสการได้เล่นเป็นกะเทยแต่งหญิง มีผัวหลายคน ยังไม่พอ แถมยังต้องเป็นโสเภณีด้วยเนี่ยนะ” ผู้จัดการส่ายหน้า บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยอย่างที่สุด “จะมีใครที่ได้โอกาสแบบนี้บ่อยๆ ถึงแม้ว่าบทนี้จะไม่ใช่บทนำ แต่ก็เป็นตัวละครที่มีสีสัน มีความลึก และมีอะไรให้เล่นได้ตั้งเยอะ” ภรตเองมองเห็นถึงช่องทางที่เขาสามารถกลายเป็นนักแสดงได้อย่างเต็มภาคภูมิ


แล้วทำลายภาพลักษณ์ ทำลายสิ่งต่างๆที่เคยสะสมมาด้วยความยากลำบาก ให้ถล่มทลายป่นปี้ลงไปอย่างนั้นน่ะหรือ แล้วบรรดาแฟนๆที่เขารักคุณล่ะ คราวนี้ล่ะ มีหวัง หมดกัน ไม่เหลืออะไรทั้งนั้น” ผู้จัดการแย้งภรต ที่ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า

 

“ผมทำลายทุกอย่างลงไปด้วยตัวเอง ตั้งนานมาแล้ว ด้วยตัวของผมเอง และหากว่าผมจะต้องดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับความรักและแรงสนับสนุนจากแฟนๆ หรือคนที่ชื่นชอบในตัวผม นี่แหละคือโอกาสของผม และผมจะต้องทำมันให้สำเร็จ ผมจะตั้งใจให้งานออกมาดีที่สุด เพราะผมรู้แล้วว่า การได้โอกาสจากคนอื่น มันยังไม่ยากเท่ากับการที่เราให้โอกาสตัวเอง กับวันที่มีคนเขาไว้เนื้อเชื่อใจเราอีกครั้ง” ภรตตัดสินใจแล้ว และเขาจะไม่ถอยหลังกลับอย่างแน่นอน

 

Something has changed within me
บางอย่างในตัวขอฉันเปลี่ยนไปแล้วจากวันนี้
Something is not the same
บางสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม นับจากครั้งนี้เป็นต้นไป
I'm through with playing by the rules
จบสิ้นกันเสียที กับการทำตามข้อบังคับใดใดที่มี
Of someone else's game
ของใครก็ตาม ที่บอกว่านั่นดี แต่นี่ไม่
 
 

คุณกุล ดูแล้ว ผมออกมาอย่างที่คุณกุลจิตนาการเอาไว้ไหมเนี่ย” ภรตที่กำลังตื่นเต้น กับละครเวทีเรื่องแรก และรอบแรกที่เปิดแสดงในวันนี้ “สวยกว่าที่ผมเขียนไว้ตั้งเยอะ” กุลวัฒตอบกลับไป ทำให้นักแสดงร่วมคนอื่นๆพากันโห่ฮิ้ว แซวกันยกใหญ่ ที่ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ถูกประโคมแต่งให้ภรตอย่างเต็มที่ ไม่มีออมมือ

 

Too late for second-guessing
สายไปแล้วกับการลังเลที่รังแต่จะทำให้ก้าวถอยกลับ
Too late to go back to sleep
หมดเวลาที่จะกลับไปคุดคู้และบอกตัวเองให้ล้มเลิกความตั้งใจนั้น
It's time to trust my instincts
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเชื่อในตัวตนด้านในจิตใจเสียที
Close my eyes, and leap
และครั้งนี้ฉันขอหลับตา และก้าวกระโดดไปด้วยใจที่ชัดเจน
 
 

“ผมเชื่อในฝีมือของคุณนะครับ คุณภรต ตอนซ้อมคุณยังทำให้ผมทึ่งได้ขนาดนั้น แสดงจริง ผมว่า คนดูต้องรักตัวละครตัวนี้มากอย่างแน่นอน” นั่นคือคำพูดของผู้กำกับ ที่เป็นผู้ชายคนเดียวกับที่อ่านบทละครของกุลวัฒในวันแรกนั้น ภรตหายใจเข้าจนลึก ก่อนจะรวบรวมสมาธิ พร้อมกับนักแสดงร่วมทุกคน

 

It's time to try
มันถึงคราวแล้ว ที่ฉันจะลอง
Defying gravity
ทดสอบแรงดึงดูดตามทฤษดีนั้นดู
I think I'll try
และฉันจะลองทำมันจริงจริง
Defying gravity
ทดสอบแรงต้านที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
 
 

เสียงคนกรี๊ดกันจนโรงละครแทบแตก เมื่อภรตปรากฏตัวบนเวที และเริ่มบทของเขาอย่างเข้าถึง จากการที่ทั้งทุ่มเท ทั้งซ้อมอย่างหนัก กุลวัฒยังรู้สึกขนลุกแทน กับปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาจากผู้ชม ที่ทำให้การทำงานหนักของทุกฝ่าย เป็นผลบวกให้กับนักแสดงที่หน้าเวทีนั้น ให้มีกำลังใจและความเชื่อมั่นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 

Kiss me goodbye
จูบอวยพรให้ฉันได้เลย
I am defying gravity
เพราะฉันจะทดสอบแรงดึงรั้งอย่างแน่นอน
And you won't bring me down
และจะไม่มีใครสามารถขวางกั้นฉันได้อีกต่อไป
 
 

ตัวละครที่ภรตสวมบทบาทนั้น จึงกลายเป็นตัวเด่นและขโมยซีนได้อย่างน่าชื่นชม ภรตรู้สึกสนุกไปกับการแสดงละครเวทีเรื่องนี้ และเขารู้สึกขอบคุณชีวิต ที่ไม่ถูกจำกัดเอาไว้แค่คำพูดของใครๆ ว่าเขานั้นไม่มีทางทำได้อย่างที่เห็นนี้แน่นอน

 

I'm through accepting limits
พอกันทีกับการต้องยอมรับข้อจำกัดที่คนอื่นบอกไว้
'Cause someone says they're so
เพียงเพราะใครบางคนบอกว่ามันมีอยู่ และฉันต้องทำตาม
Some things I cannot change
แล้วยังพูดบอกว่า ฉันไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงอะไรใดใดได้
But till I try, I'll never know
แต่ถ้าอยู่นิ่งนิ่ง ไม่ลองทำดูเอง ฉันก็ไม่มีทางรู้ได้ จริงไหม
 
 

ม่านเวทีปิดลง เมื่อฉากสุดท้ายจบไป กับเสียงปรบมือและโห่ร้องแสดงความชอบใจดังอยู่ไม่ขาด และเมื่อม่านเปิดขึ้นมาอีกครั้ง กับการที่นักแสดงออกไปโค้งขอบคุณผู้ชมที่ทุกที่นั่งในรอบแรกนี้ ถูกจองเต็มทุกที่ และรอบที่เหลือก็มีที่นั่งว่างอีกเพียงไม่กี่ที่ แถมยังจะมีแผนที่จะขยายรอบการแสดงเพิ่ม ตามความต้องการของแฟนๆละครเวทีอีกด้วย

 

Too long I've been afraid of
นานเกินไปแล้ว ที่ฉันหวาดกลัวกับคำของคน
Losing love I guess I've lost
เกรงว่าจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุด ความรักที่เดาเอาเอง ว่าสูญหายไปแล้ว
Well, if that's love
เพราะถ้านั่นเรียกว่าความรักแล้วล่ะก็
It comes at much too high a cost
การมีมันไว้ ก็เท่ากับว่า มันทำให้ฉันสูญเสียมากกว่าเสียอีก
 
 

ภรตเดินนวยนาดออกไปที่ด้านหน้าเวที เพื่อขอบคุณท่านผู้ชม ที่ต่างกรี๊ดให้อย่างถล่มทลาย จนภรตต้องสวมวิญญาณตัวละครอีกครั้ง ทำท่ามืออ่อนแขนอ่อนกรีดน้ำตาอย่างตื้นตัน ก่อนจะโค้งให้กับผู้ชมด้วยความจริงใจอีกครั้ง โดยที่ผู้กำกับชื่อดังทางฝั่งยุโรป ที่เข้ามานั่งชมด้วย สนใจที่จะคุยรายละเอียดกับภรต หากว่านักแสดงหนุ่มใหญ่ สนใจที่จะร่วมงานภาพยนตร์ด้วย

 

I'd sooner buy
ไม่นานฉันจะครอบครอง
Defying gravity
การทดสอบจิตใจของตัวเอง
Kiss me goodbye
บอกกันมาตรงตรงได้เลย
I'm defying gravity
เพราะฉันยืนยันที่จะอยู่ต้านแรงลมที่ตรงนี้
 
 

และแล้วผู้กำกับที่ได้รับเสียงปรบมือชื่นชมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็หันไปแนะนำกุลวัฒ ว่าถ้าหากไม่มีนักเขียนบทละครฝีมือดีคนนี้ และหากว่าวันนั้น กุลวัฒไม่กล้ามากพอ ที่จะแสดงกึ๋นของตัวเองออกมา ละครเวทีเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบนี้ได้ กุลวัฒโค้งตอบเสียงปรบมือที่ยาวนานนั้น ที่คนดูต่างพร้อมใจกันมอบให้

 

I think I'll try
ก็แค่ลองดูกันสักตั้ง
Defying gravity
แรงปะทะจะแค่ไหนกันเชียว
And you won't bring me down
และมันไม่มีทางที่จะทำให้ฉันเลิกล้มกลางคัน
 
 

กุลวัฒมองไปรอบๆโรงละคร ทั้งชั้นล่างและชั้นลอยด้านบน น้ำตาใสๆเอ่อขึ้นมาที่ขอบตาอย่างรวดเร็ว เพราะบทละครเรื่องนี้ ที่เขารักมาก และมันเป็นตัวตนของเขาจริงๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงามและดีที่สุด แถมตอนนี้คิวงานของกุลวัฒก็ยาวเหยียด และไม่ต้องพึ่งนายทุนคนไหนอีก

 

I'd sooner buy
จะขอก้าวต่อไปจากตรงนี้
Defying gravity
และไม่หวั่นกับแรงเสียดทานที่มี
Kiss me goodbye
หากจะพอเป็นกำลังใจ มอบให้มา จะขอบคุณมาก
I'm defying gravity
กับวันที่ต้องเผชิญกับเสียงรอบข้างอย่างนี้
 
 

ผู้ชมนั่งลงอีกครั้ง แล้วไฟในโรงละครก็ดับลง ก่อนเสียงเปียโนใสๆจะดังขึ้น และพอไฟสป็อตไลท์ส่องไปที่กลางเวทีอีกที จิ๋วยืนอยู่ที่ตรงนั้น พร้อมไมโครโฟนในมือ เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วโรงละคร ตอนนี้จิ๋วกลายเป็นนักร้องหน้าใหม่ รุ่นใหม่ ที่กำลังไต่ระดับความนิมยมอย่างก้าวกระโดด จากการที่ได้ร้องเพลงประกอบ ที่ถือว่าเป็นเพลงนำของละครเวทีเรื่องนี้ และแน่นอน ที่มันเป็นเพลงเดียวกันกับที่จิ๋วรักมากที่สุด

 

I think I'll try
แต่ฉันคิดว่าไม่มีถอย ก้าวต่อไป
Defying gravity
เพื่อให้ตัวเองพ้นผ่านการทดสอบแห่งชีวิต
And you won't bring me down
และไม่มีทางที่ใครจะทำให้ฉันเสียใจอีก
 
Bring me down
ไม่มีใครทำให้ฉันอ่อนแอลง นับจากวันนี้
 
 

หลังจากที่ได้รับคัดเลือกจากวันที่ได้มาคัดตัวนั้น จิ๋วยิ้มกว้างให้กับผู้ชม ก่อนจะกล่อมทุกคนด้วยเสียงที่ไพเราะของตัวเอง เด็กหนุ่มหันไปมองมือเปียโนที่วันนี้ ไม่ใช่ลุงเปียโนอย่างที่คุ้นกัน แต่กลายเป็นเด็กหนุ่มอีกคน ที่ดูเซอร์ๆ มีหนวดเครานิดๆ ที่พรมนิ้วลงบนเปียโนไปก็มองมาทางจิ๋วไป คนดูลุกขึ้นยืนปรบมือ เมื่อเพลงนั้นจบลง หนุ่มเปียโนเดินมาหาจิ๋ว ก่อนที่ทั้งคู่จะโค้งศีรษะขอบคุณ แล้วคนดูก็กรี๊ดกันออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะได้ยินเสียงนักเปียโนหนุ่มฝีมือดี ชวนจิ๋วให้ไปทานไอติมกับเขา ก่อนทุกคนจะเห็นภาพของเด็กหนุ่มสองคน ที่ยืนเขินกันไปมาแบบนั้น และม่านบนเวทีค่อยๆปิดลง เพื่อรอคอยให้เปิดขึ้น เพื่อพบกับบทบาทใหม่ๆอีกครั้ง

 

 

defying gravity

chris colfer

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบประโยคนี้
" การได้โอกาสจากคนอื่น มันยังไม่ยากเท่ากับการที่เราให้โอกาสตัวเอง กับวันที่มีคนเขาไว้เนื้อเชื่อใจเราอีกครั้ง”"

ประทับใจมากๆ กำลังใจในการฮึดสู้ สำคัญที่สุด
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆ ^^

#1 By kimi daKe!!! (27.130.59.49) on 2010-11-03 10:44

แอร๊ยคุณภรตนี่แหละที่เค้าเรียกว่านักแสดงจริงๆไม่ว่าศิลปะแขนงไหนก็แสดงได้แล้วก็เข้าถึงบทบาทด้วย ไม่ใช่ว่าเพราะหมดหนทางถึงต้องมารับเล่นบทนี้แต่เพราะการเป็นศิลปินมากกว่าที่ทำให้ก้าวข้ามอคติใดๆทั้งมวล

ส่วนนุ้งจิ๋วน่ารักอ่ะคุณแม่นี่แหละเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ถ้าคนใกล้ตัวไม่ยอมรับเค้าแล้วจะมีใครหน้าไหนที่จะยอมรับและเปนแรงใจให้เค้าได้มากขนาดนี้ล่ะชิมิ

ส่วนนุ้งกุลแค่อยากทำให้สิ่งที่ตัวเองรักและคงอยากเห็นสักครั้งหรือหลายๆครั้งที่เราไม่ต้งอเดินตามรอยคนอื่นแต่เปนรอยเท้าของเราเองที่สร้างมันขึ้นมาต่างหาก

ปล. เริ่ดเคอะ

#2 By mecon (124.121.33.119) on 2010-11-03 11:59

อ๊ายยย เพลงเพราะอ่ะ
ฟังละอยากดูละครเวที
แอบตื้นตันใจตอนที่แม่ของจิ๋วมาเชียร์ตอนคัดตัว
จิ๋วกล้าหาญมาก
ทุกคนกล้าหาญมากๆ
ชอบๆ

#3 By both^^ (125.24.181.57) on 2010-11-03 14:26

คนที่กล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่า เขากล้าที่จะเผชิญกับปัญหาทุกอย่างที่จะตามมา มันต้องใช้กำลังใจอย่างมากทีเดียว

ขอบคุณคุณแม่ของจิ๋ว ขอบคุณผู้กำกับ ขอบคุณคุณภรต ที่เป็นแรงขับและกำลังใจให้ทั้งกับผู้อื่นและตนเอง

รู้สึกจะชอบทุกเรื่องที่ TLR เขียนนะเนี่ย เพราะงั้นก็บอกว่า ชอบบบบบบบบบบบบบบบบ อีกแล้วจ้า

#4 By MaeMoo (110.164.25.154) on 2010-11-03 14:55

ชอบที่ทุกคนได้ทำ ได้เป็นในแบบที่ตัวเองต้องการ
และมีความสุขในที่สุด
big smile open-mounthed smile confused smile

#5 By arjinn (58.8.76.205) on 2010-11-04 22:21

อยากลุกขึ้นปรบมือดังให้กับทั้ง 3 คน เยี่ยมมาก อ่านไปปลาบปลื้มไป ซึ้งอะ
ถ้าเป็นตัวเอง สงสัยมั่วแต่นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง sad smile

#6 By dl (125.25.145.5) on 2010-11-08 12:35