+ Never Been Kissed: จูบเจ้าเอย..ลอยมาจากใจ (Part Two)
posted on 07 Nov 2010 22:21 by this-is-tlr in ShortStories“แกงจืดอยู่บนรถไฟฟ้าแล้วแม่” ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มเรียกชื่อแทนตัวเองแบบเต็มๆ ต้องทำให้มีสายตาหันมามองแล้วยิ้มๆ เพราะนึกเอ็นดูและอยากจะเห็นเจ้าของชื่อว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่แกงจิดไม่ค่อยอยากจะแทนชื่อตัวเองแบบเต็มๆให้ใครได้ยิน และขอให้เพื่อนๆช่วยเรียกเขาสั้นๆว่า `จืด`
น่าจะมีแม่ของเขานั่นแหละที่ไม่เห็นด้วย และชอบให้ลูกชายคนเล็กของแม่ ขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า แกงจืดอย่างนั้น แกงจืดแบบนี้ “แกงจืดแวะร้านลุงหน้าปากซอยให้แม่ทีนะลูก” จืดที่โทรศัพท์หาแม่ตามที่เขาสัญญาไว้เมื่อเช้า รับคำแม่ที่ให้เขาแวะซื้อของบางอย่างติดเข้าบ้านไปด้วย “ไม่หนักหรอกครับ แกงจืดถือได้” ภาพที่ทุกคนเห็นก็คือ เด็กผู้ชายตัวเล็กๆธรรมดาๆคนหนึ่ง ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะกดวางสายลง
แกงจืดรู้สึกเขินๆเหมือนกัน เมื่อเห็นสายตาที่มองมา กับรอยยิ้มแบบบางๆ ที่ทำให้เขารู้ว่า ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจของคนรอบข้างอีกแล้ว จริงๆแล้วแกงจืดไม่ชอบทำตัวให้เป็นจุดเด่น เพราะปกติแล้ว ด้วยหน้าตาและรูปร่างของตัวเอง ก็ดูจะเป็นที่สนใจมากพออยู่แล้ว
แกงจืดไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างเพอร์เฟ็คแต่อย่างใด แต่ก็สมส่วนและดูน่ามอง เข้ากับบุคลิกของตัวเอง โดยเฉพาะท่าทางการเดินที่ดูกระฉับกระเฉงไม่น้อย เมื่อเทียบร่างกายขนาดเล็กกะทัดรัดของเขา แบบนี้กระมัง พี่ข้าวกล้องถึงได้เห็นแกงจืดเป็นน้องชายตัวน้อยๆอยู่เสมอ ทั้งๆที่แกงจืดสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว
“แกงจืดหรือคะแม่” ยาหยีหันไปถามแม่ ฝ่ายหลังพยักหน้าให้ “เห็นบอกว่าอยู่บนรถไฟฟ้าแล้ว” แม่พูดต่อ ข้างกล้องเดินถือของเข้ามาในบ้านพอดี “วันนี้เลยกลับถึงบ้านกันเร็วทุกคนเลย” แม่บ่นไปแบบนั้นเอง แต่ก็รู้สึกสุขใจ ที่มีลูกๆอยู่ใกล้ๆ
“วันนี้ลูกค้าเยอะน่ะครับแม่ ผมกับยาหยีเลยได้เก็บร้านเร็วหน่อย” ทั้งสองหนุ่มสาว เปิดร้านขายเบเกอรี่เล็กๆด้วยกัน ที่ตอนนี้มีลูกค้าประจำมากพอสมควรแล้ว และวันนี้ ขายขนมได้จนเรียกได้ว่าเกลี้ยงร้านจริงๆ ข้าวกล้องกับยาหยีจึงตัดสินใจ ให้เด็กๆลูกจ้างที่ช่วยงานที่ร้าน ได้พักผ่อนเร็วขึ้น แล้วพากันปิดร้านกลับบ้านเสียเลย
“อีกหน่อยน้องคงมีคนมารับเช้าส่งเย็นบ้างล่ะ” ยาหยีพูดยิ้มๆ พลางลอบมองอาการของข้าวกล้องไปด้วย ที่นึกทีไร ก็ไม่วายรู้สึกหวงน้องขึ้นมาทุกที “ลองกล้ามาถึงหน้าบ้านสิ จะไล่เตะให้ดูเป็นขวัญตา” ข้างกล้องทำท่าทางขึงขัง แม่ตีผัวะเข้าให้ที่ต้นแขน แต่ข้าวกล้องยังยืนยันคำพูดเดิม ยาหยีหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเดินไปหยิบผักสดที่ซื้อมาไปล้าง
“แบบไหนกันล่ะ ถึงจะผ่านการตรวจสอบของเรา ฮึ เจ้าข้าวกล้อง” แม่เดินไปช่วยยาหยีในครัว ก่อนจะหยิบเนื้อหมูมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ “นั่นน่ะสิ หนุ่มๆแบบไหน ที่สามารถมาสมัครเป็นน้องเขยกล้องได้” ยาหยีรู้ดีว่า กล้องรักน้องอย่างแกงจืดมาก แต่ทั้งๆที่รู้ดีว่า วันนี้ต้องมาถึง แต่ก็ไม่วายใจหาย เมื่อจะมีใครสักคนมาช่วยดูแลน้องให้เขาอีกแรง
“ก็ต้องเป็นคนที่ดูแลน้องของผมได้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผม” สีหน้าและแววตาของข้าวกล้องดูจริงจังขึ้นมาในทันที “จะมาเหยาะแหยะ ขี้แย ทำแหยไม่ได้” ข้าวกล้องเพิ่มเติมความคิดของเขามากขึ้นอีก “เพราะคนบางคนที่ข้างนอกนั่น มันยังเป็นพวกงี่เง่าอยู่ เวลามันมาแหยมหาเรื่องน้องผม ก็ต้องมีคนที่ปกป้องน้องของผมได้ ไม่อย่างนั้น ผมก็ไม่ยกน้องให้อย่างเด็ดขาด” แม่ยิ้มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินข้าวกล้องพูดแบบนั้น
ก่อนหน้านี้ ทั้งสองแม่ลูกเคยปรึกษากันแล้ว และไม่มีความรู้สึกคัดค้าน เกลียดชัง หรืออับอายอะไร ถ้าหากแกงจืดจะมีคู่ครองเป็นเพศเดียวกัน แม่นั้นรักลูกชายของตัวเอง และข้าวกล้องก็รักน้องชายของเขามาก จนเห็นว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาในครอบครัวของเขาเลยสักนิด
“แบบเด็กเรียน เนิร์ดๆ ก็ดูดีนะ จะได้มีน้องชายที่เก่งๆ เข้ามาในครอบครัวเราอีกคน” ยาหยีหยั่งความคิดลงไป แม่พยักหน้าตาม ไม่ได้ขัดข้องอะไรเลยด้วยซ้ำ “ลูกรักใคร แม่ก็รักด้วย” ไม่อย่างนั้น แม่คงไม่เข้ากับยาหยีลูกสะใภ้ได้ดีขนาดนี้ เพราะพอข้าวกล้องบอกว่า ยาหยีคือคนที่ข้าวกล้องเลือก และลูกสะใภ้ของแม่เองก็พิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดี แค่นี้แม่ก็ไม่ว่าอะไรแล้ว กับแกงจืดเองก็เช่นกัน ไม่ว่าน้องน้อยของทุกคนจะรักใคร แม่ก็จะตามใจ
“แบบที่ดุๆห้าวๆหน่อยก็ดีนะ จะได้ไล่ไอ้พวกที่มันมีอคติไปให้ไกลๆ” ข้าวกล้องจำได้ถึงวันเก่าๆ ที่เขาต้องไล่เตะไอ้พวกที่เข้ามาล้อเลียนแกงจืด แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจและเก็บเอามาเป็นปมด้อยของตัวเองก็ตาม แต่ข้าวกล้องไม่ยอมให้ใครมารังแกน้องและครอบครัวของเขาง่ายๆแน่นอน
แกงจืดแตะบัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ทางออก ก่อนจะเดินไปทางลงจากสถานีด้านขวา ในใจคิดทบทวนของที่จะต้องแวะซื้อให้แม่ก่อนเข้าบ้านไปด้วย เย็นๆแบบนี้ สถานีรถไฟฟ้าที่อยู่หน้าปากซอยทางเข้าบ้าน มีคนพลุกพล่านไม่น้อย
มีทั้งคนทำงานที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังที่พัก แถมด้วยคนที่เพิ่งจะเดินทางออกไปเริ่มงานในยามค่ำคืน อีกทั้งยังมีนักเรียนนักศึกษาแบบแกงจืดเอง ที่พากันกลับบ้าน หรือว่ายังคงเตร็ดเตร่เดินเล่นกับเพื่อนฝูงตามห้างตามศูนย์สรรพสินค้าต่างๆ ที่ห้างและโรงภาพยนตร์เหล่านั้นก็อยู่ไม่ไกลจากซอยทางเข้าบ้านของแกงจืดด้วยเช่นกัน
“เดี๋ยวต้องไม่ลืมซื้อน้ำขิงไปฝากแม่ด้วย” แกงจืดเตือนตัวเองขณะกำลังเดินลงบันไดสถานีรถไฟฟ้า เมื่อครู่ก็ลืมถามแม่ว่า พี่ข้าวกล้องกับพี่ยาหยีกลับถึงบ้านหรือยัง แต่ยังไงแกงจืดคิดว่า จะซื้อน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องธัญพืชเยอะๆไปฝากด้วย
เด็กหนุ่มคิดไปพลางเดินไปเพลิน ตอนนี้แกงจืดเดินนำหน้าไปไกลจากสถานีรถไฟฟ้าได้ระยะหนึ่งแล้ว สายตาของแกงจืดมองหารถเข็นขายน้ำขิงและน้ำเต้าหู้จนเจอแล้ว แต่ก็เลี้ยวขวาเข้าไปในร้านที่แม่ฝากซื้อของก่อน แกงจืดใช้เวลาไม่นานก็ถือถุงสองสามใบที่ใส่ของจนเต็มออกจากร้าน ก่อนจะไปหยุดที่หน้ารถเข็นขายของอย่างที่ตั้งใจ
“ไปเลยพวกเรา สู้ๆ” เสียงเฮดังลั่นมาจากทางหน้าปากซอย ตอนที่แกงจืดรับเงินทอนมาจากพี่คนขายน้ำเต้าหู้ เด็กหนุ่มหันไปมอง ก็ตกใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มกลุ่มใหญ่ วัยไม่ต่างกันกับเขา วิ่งกรูตรงมาทางที่แกงจืดยืนอยู่ จะเดินหนีก็ไม่ทัน แกงจืดที่จวนตัวแล้ว เมื่อบรรดาเด็กหนุ่มพวกนั้นไม่เลี้ยวหลบไปอย่างที่แกงจืดคิดไว้
เขาจึงได้แต่หลับตาปี๋ รวบถุงหนักๆเกินตัวเข้ามาไว้กับอก แถมยังต้องหนีบกระเป๋านักเรียนเอาไว้อีก แกงจืดหวังว่าเขาคงจะไม่โดนพวกเด็กที่ตัวโตกว่าเขาเยอะ ทั้งๆที่อายุพอๆกัน ชนเข้าให้จนล้มคว่ำไปเสียก่อน เสียงตึงตังๆดังผ่านไปในที่สุด แกงจืดยังคงยืนอยู่ได้อย่างปลอดภัย เขาจึงโล่งใจและลืมตาขึ้นในที่สุด
“อื๋อ อั๊ก อี๊” ตรงหน้าของแกงจืด มีเด็กหนุ่มตัวสูงยืนอยู่คนหนึ่ง กำลังทำหน้าตาบิดเบี้ยว พร้อมเสียงแปลกๆ เลียนแบบท่าทางที่ได้เห็นจากแกงจืดในตอนนั้น แกงจืดมองเห็นอีกฝ่ายนั้น หน้าตาแบบผสมเป็นลูกครึ่ง แต่ผมสีทองอ่อนๆนั้น ยาวรวบเป็นหางม้าสั้นๆเอาไว้ ผมด้านหน้าปรกลงมาที่หน้าผาก มันชื้นจากเหงื่อเล็กน้อย บอกว่าเจ้าตัวนั้นไม่ถูกกับอากาศอบอ้าวสักเท่าไหร่ กับชุดเสื้อผ้าสำหรับเล่นบาสเก็ตบอล ถ้านั่นยังไม่บ่งบอกมากพอ แกงจืดยังเห็นเขาอุ้มลูกบาสเอาไว้ในมือหนึ่งด้วย
“ทำหน้าตลกจัง กลัวหรือไง” เสียงถามนั้นดังออกมาเป็นภาษาไทย ที่มันไม่ได้มีสำเนียงเพี้ยนแปร่งไปตามหน้าตาของผู้พูด แกงจืดส่ายหน้าแทนคำตอบ อีกฝ่ายยิ้มๆอย่างชอบใจ “งั้นรับนี่ไป” แกงจืดตกใจ เผลอปล่อยถุงพลาสติกและกระเป๋านักเรียนตกลงบนพื้น ยังดีที่ถุงน้ำเต้าหูและน้ำขิง แกงจืดแขวนเอาไว้ที่ข้อมือ ไม่อย่างนั้นมันต้องตกแตกไปต่อหน้าต่อตาแล้ว
“เก่งนี่” รู้ตัวอีกทีแกงจืดก็ถือลูกบาสเอาไว้ และหากนั่นยังไม่น่าตกใจมากพอ ทั้งถุงใส่ของทั้งหมด รวมถึงกระเป๋านักเรียนของเขา เจ้าหนุ่มตัวสูงนั่น เอาไปถือไว้ในมือแล้ว และดูมันไม่ได้หนักเลย ทั้งๆที่มันดูพะรุงพะรังชะมัด ยามที่แกงจืดถือพวกมันเอาไว้
“เอาของๆเราคืนมา แล้วเอาลูกบาสของเธอคืนไป” แกงจืดทำเสียงออกคำสั่งนิดๆ ตามที่บางครั้งเขาก็ติดมา เพราะความเป็นน้องคนเล็กของบ้าน ที่มีแต่คนค่อนข้างจะเอาใจ” เจ้าเด็กหนุ่มนั่นทำหน้าเหมือนไม่ได้ยินที่แกงจืดพูด
“ฮะ ว่าไงนะ” แล้วก็ถามออกมาเสียงดัง “พูดอะไร งุ้งงิ้งๆ ฟังไม่เข้าใจ” แถมที่ท้ายประโยค ยังทำเสียงเหมือนฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ชัด “เราบอกว่า ให้เอาของๆเราคืนมา” แกงจืดเร่งโวลุ่มเสียงของตัวเองขึ้นด้วยการพูดจนดัง แต่กับเสียงรถราที่วิ่งผ่านไปมา เจ้าหนุ่มลูกครึ่งก็ทำโน้มคอลงมาอีก และยื่นหูเข้าใกล้กับใบหน้าของแกงจืด
“อะไรนะ ว่าไงนะ ไม่ได้ยิน” แล้วก็ทำหน้าแบบว่า ตัวเองไม่ได้ยินจริงๆ ทั้งๆที่แกงจืดคิดว่าตัวเองตะโกนดังมากพอแล้ว “เราบอกว่า ขอของของเราคืนด้วย” ตอนนี้เจ้าหนุ่มนั่น ทำสายตาแวววาว แล้วพูดใกล้ๆหน้าของแกงจืดว่า “ได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว” แกงจืดทำหน้าไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าคนๆนี้จะมาแกล้งเขา ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อย
“อยากได้ก็ตามมา” พูดจบ เจ้าหนุ่มก็เดินถือของทั้งหมดของแกงจืดเดินข้ามถนนไป แกงจืดไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ยืนมองถือลูกบาสอยู่อย่างนั้น “จะทำอะไรน่ะ” แล้วก็ต้องรีบวิ่งข้ามถนนตามไป แกงจืดวิ่งตามเจ้าหนุ่มลูกครึ่งนั่นแทบไม่ทัน ทั้งๆที่เขาเองมีลูกบาสในมือเพียงลูกเดียวเท่านั้น รู้อีกที เจ้าหนุ่มนั่นก็เดินนำแกงจืดมาถึงสนามบาสใหม่ของชุมชนแล้ว
“อยู่เชียร์เราก่อน” เจ้าหนุ่มนั่นเอาของทั้งหมดและกระเป๋านักเรียนของแกงจืด ไปวางไว้ที่ชั้นบนสุดของอัฒจรรย์ ท่ามกลางพวกเพื่อนๆที่มาจากโรงเรียนเดียวกันของตัวเอง แกงจืดมองตามอย่างพูดไม่ออก “เรามาแข่งบาสเก็บคะแนน เคยได้ยินหรือเปล่า ที่แข่งกันระหว่างโรงเรียนน่ะ” แกงจืดย่อมต้องส่ายหน้าอยู่แล้ว เพราะมีสนามบาสใหม่อยู่แถวบ้านของเขาแท้ๆ แต่แกงจืดยังไม่รู้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการแข่งทัวร์นาเม้นท์ระหว่างโรงเรียนอะไรแบบนี้
“นั่งเชียร์เรานะ เดี๋ยวเราเอาชัยชนะมาฝาก” ไม่พูดเปล่า เจ้าหนุ่มนักกีฬาบาสเก็ตบอลก็จัดแจงหาที่นั่งให้กับแกงจืดในทันที แล้วเจ้าตัวก็วิ่งลงไปในสนามบาสทันที แกงจืดที่หน้าตาตื่น มองไปรอบๆสนาม มีคนมาเชียร์การแข่งขันนี้เยอะเต็มไปหมด และพอเจ้าหนุ่มลูกครึ่งวิ่งลงไปรวมกลุ่มกับทีมของเขา
เสียงกรี๊ดเชียร์ก็ดังสนั่นไปหมด บรรดาแฟนๆของหนุ่มนักบาส ชูป้ายเชียร์กันอย่างเอาจริงเอาจัง สาวๆที่ทำท่าเอียงอายเมื่อเห็นเจ้าหนุ่มชู้ตลูกทำคะแนน แล้วใช้ชายเสื้อขึ้นซับเหงื่อ เผยให้เห็นถึงกล้ามท้องเป็นลูกเรียงลอนกันสวยงาม แต่แกงจืดเห็นหนุ่มสุดเท่ หันมายิ้มและยกคิ้วให้กับเขาแทนที่จะหันไปตอบรับเสียงกรี๊ดดังลั่นนั้น
แกงจืดทำหน้าไม่ถูก หันไปมองหาของของตัวเอง และพอเห็นว่า บรรดาเพื่อนๆร่วมทีมของเจ้าหนุ่มจอมบังคับไม่ได้นั่งล้อมรอบอยู่แล้ว แกงจืดจึงปีนขึ้นไปเอาข้าวของของเขา แล้วลงมาจากอัฒจรรย์ในทันที เขาใช้เวลาอยู่ในสนามนี้นานพอสมควรแล้ว ป่านนี้แม่คงสงสัยแล้ว ว่าเขาหายไปไหน แม้ว่าจะยังไม่ได้โทรมาถามก็ตามที
หนุ่มนักบาสหันไปมองที่นั่งวีไอพีที่เขาเตรียมให้ใครคนนั้น แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมองหา ก่อนจะไล่สายตาไปเห็นหนุ่มน้อยคนนั้น กำลังเดินออกจากประตูสนามไป เขารีบหันไปบอกว่าขอเปลี่ยนตัวทันที พอได้แล้ว ก็รีบวิ่งตามคนที่ทำหน้าตาตลกนั้นอย่างเร็วจี๋
“หนีกลับแบบนี้ได้ยังไง เรายังไม่ชนะเลย กลับก่อนแบบนี้ เราก็แพ้กันพอดี” เสียงนั้นเกือบจะเป็นการตัดพ้อ ถ้าหากว่าทั้งสองคนเป็นอะไรที่มากกว่าคนที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก “เราไม่ได้ตั้งใจจะอยู่เชียร์สักหน่อย” เสียงนั้นก็เป็นการบอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงการถูกบังคับอย่างตรงไปตรงมา หนุ่มนักบาสยิ้มกว้าง แกงจืดเลี่ยงทำเป็นมองไม่เห็น เพราะไม่เข้าใจว่าคนๆนี้ต้องการอะไรกันแน่
“เราชื่อมิวนิคนะ” หนุ่มนักบาสพูดออกไป คราวนี้เขาใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล และฟังดูเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น “เราไม่ได้สัญญาว่าจะบอกนี่” มิวนิค หนุ่มลูกครึ่งที่พ่อแม่ของเขาตั้งชื่อให้ ตามที่ที่ทั้งสองไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ด้วยกัน “ขี้โกงนี่” มิวนิคประท้วง แล้วเดินไปขวางหน้าแกงจืดเอาไว้
“แกงจืด เจอพอดี เราลืมเงินทอนไว้ที่ร้านลุงน่ะ” มิวนิคหัวเราะเบาๆ เมื่อเจ้าของชื่อที่เพิ่งถูกเรียกโดยชายสูงวัยคนหนึ่ง กำลังทำหน้าตาอธิบายไม่ถูก ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะให้เด็กหนุ่มลูกครึ่งคนนี้รู้จักชื่อเสียหน่อย “บ้านอยู่ในซอยนี้หรือไง” มิวนิคถาม พอให้ลุงคนนั้นได้ยินด้วย
“อยู่มาตั้งแต่เด็กแล้ว” คำตอบนั้น ทำให้มิวนิคดีใจ ที่รู้ว่าเขามีที่มีทางที่จะเริ่มต้นแล้ว แต่แกงจืดนึกเซ็ง นี่ถ้าคนๆนี้เป็นฆตรกรต่อเนื่องโรคจิตขึ้นมา แล้วเขาจะทำยังไง รู้ทั้งชื่อ รู้ทั้งซอยบ้านแบบนี้ จะบอกให้แม่ย้ายบ้านหนี แล้วแม่จะยอมไหม แล้วพี่ข้าวกล้องกับพี่ยาหยีที่มีร้านเบเกอรี่อยู่ไม่ไกล จะลำบากไปด้วยไหม เขาไม่รู้จักหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ แล้วเด็กหนุ่มคนนี้ต้องการอะไร
“โอเค เราให้เธอกลับบ้านก่อนก็ได้” อย่างน้อยมิวนิคก็ได้รู้อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาใจชื้นขึ้นบ้างแล้ว “เคลียร์ซุป” มิวนิคแปลงชื่อของแกงจืดไปเป็นภาษาถนัดของเขา ก่อนจะถูกเจ้าของชื่อว่าเอา ที่เอาชื่อของแกงจืดไปล้อเล่น “เราไม่อนุญาต” แกงจืดพูดเสียงดุ และแสดงให้มิวนิครู้ว่า เขากำลังจริงจังกับเรื่องนี้อยู่
“ก็หาทางห้ามเราให้ได้สิ” มิวนิคกวนกลับไป ทั้งหน้าตาและน้ำเสียง เย็นนี้มันเป็นอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มลูกครึ่ง รู้สึกดีใจที่เขามาแข่งบาสในรอบนี้ มันทำให้เขารู้สึกสนุก รวมทั้งสุขใจอย่างประหลาด “เธอนี่ เราไม่รู้ว่าจะหาคำอะไรมาว่าดีแล้ว” พูดจบแกงจืดก็เดินจ้ำอ้าวจากไปในทันที มิวนิคมองตามคนที่เดินไปด้วยความไม่พอใจ กับข้าวของที่พะรุงพะรัง ไม่รู้สึกขำ ก็น่ารัก คงจะเป็นอะไรสักอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในใจของมิวนิคอยู่ในตอนนี้
“ไปไหนมาวะ ไอ้มิวนิค” เสียงเพื่อนร่วมทีมถามเสียงดัง เมื่อมิวนิคเดินกลับไปถึงขอบสนาม “ทำตามหัวใจมานิดหน่อย” เพื่อนๆต่างพากันมองหน้ากันไปมา เพราะปกติหนุ่มมิวนิคนั้นจริงจังกับการแข่งบาสจะตายไป แต่วันนี้เพื่อนดูจะแปลกๆ มิวนิคถูกเปลี่ยนตัวลงไปในเกมการแข่งขันอีกครั้ง เจ้าตัวได้แต่ยิ้มไม่ยอมหุบ ราวกับมีใครเอาไม้แขวนเสื้อเข้าไปง้างปากของเขายังไงยังงั้น
ครั้งหนึ่งเพื่อนส่งลูกให้กับมิวนิค แต่หนุ่มน้อยลูกครึ่งไม่ได้มอง เพราะมัวแต่คิดถึงท่าทีปั้นปึ่งที่อีกฝ่ายมี จนลูกบอลตกลงบนหัวของเด็กหนุ่มอย่างจัง มิวนิคแม้จะมึนๆก็จริง แต่ก็ยังยิ้มได้ เมื่อในใจเขากำลังรู้สึกดี ผลสุดท้ายแล้ว ทีมโรงเรียนของมิวนิคชนะไปด้วยคะแนนอันเฉียดฉิว
มิวนิคกลับถึงบ้านหลังจากการแข่งขัน บนโต๊ะอาหาร พอ่กับแม่ของเขาสังเกตเห็นลูกชายคนโต นั่งกินอาหารเย็นไปก็ยิ้มไป สลับอยู่อย่างนั้น จนมันผิดวิสัยที่เคยเห็นๆกันมา มิวนิคห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ได้ รู้ตัวทีไร ก็เห็นตัวเองยิ้มหวานเสียทุกครั้งไป แถมยังไม่อำ ไม่เถียงใครๆอย่างที่ทำเสมอด้วย
พ่อกับแม่ของเขาต้องมองหน้ากัน เพราะกลัวว่าลูกบาสที่กระแทกหัวมิวนิค ตามที่เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังตอนขับรถมาส่งมิวนิคที่บ้าน เพราะเด็กหนุ่มไม่ได้เอารถยนต์ไปโรงเรียนในวันนี้ จะทำให้เกิดอะไรที่ผิดปกติกับสมองของลูก โดยที่พ่อกับแม่ยังไม่รู้ก็คือ ที่ผิดปกติไป มันเกิดขึ้นภายในใจของมิวนิคต่างหาก
“ว็อทซ์ เธอะ แมเธอร์ วิธ ยู” พ่อของเขาอดรนทนไม่ได้ ถามลูกชายออกมา ว่าเขาเป็นอะไรไปกันแน่ “น็อธธิง แด๊ด” มิวนิคที่ยังไม่หุบยิ้ม ตอบพ่อเขากลับไป ว่าตัวเขาสบายดี “ไม่เป็นอะไรแน่นะลูก” แม่ของมิวนิคถามซ้ำให้แน่ใจ มิวนิคหันมาพยักหน้ายืนยัน “ครับแม่ ผมสบายดี” พูดจบแล้วก็หันไปทำตาหวานตาเชื่อมต่อไป
“นี่แน่ เผื่อจะหาย” พ่อของเขาพูดภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ เมื่อผลักหัวของมิวนิคไปเบาๆ “แอม ฟลายอิ้ง แด๊ด” มิวนิคบอกพ่อว่า เขากำลังฝันหวานอยู่ พ่อนึกหมั่นไส้ คราวนี้ก็ป้าบกระโหลกเข้าให้จริงๆสักที “สติล ฟลายอิ้ง แด็ด สติล ฟลายอิ้ง” แต่มิวนิคก็ยังยืนยันว่า เขายังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ เพราะคนๆหนึ่งทำให้เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ที่มิวนิครู้สึกหงุดหงิดมาตั้งแต่เช้า ก็เป็นเพราะว่า เขาไปยืนรอที่หน้าปากซอยบ้านของแกงจืด แต่กลับไม่เห็นอีกฝ่ายแม้แต่เงา เด็กหนุ่มวิ่งขึ้นวิ่งลงสถานีรถไฟฟ้าอยู่หลายครั้ง เสียเงินค่าสถานีไปก็หลายสิบบาท แต่ก็ไม่เจอใบหน้ามุ่ยๆที่ดูแล้วอยากเอามือไปบีบเสียให้หายจากอาการนั้นสักที พอรู้ตัวอีกที เขาก็ไปถึงโรงเรียนสายแล้ว
แถมวันนี้ทั้งวัน เขาก็หยุดคิดไม่ได้ว่า จะได้เจอกับแกงจืดอีกหรือเปล่า อะไรที่เพื่อนๆพากันหัวเราะ สนุกสนานกันวันนี้ ไม่ได้ทำให้มิวนิครู้สึกดีขึ้นมาได้เลย ได้แต่คิดว่า จะไปดักรอที่หน้าปากซอยเดิมอีกครั้งหลังเลิกเรียนวันนี้ ทั้งๆที่เขาให้สัญญากับเพื่อนไว้แล้ว ว่าจะซ้อมบาสด้วยวันนี้ แต่ต้องขอตัวก่อน เพราะเขารู้ตัวดีว่า ปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ไม่ได้
มิวนิคไม่ได้ขับรถมาเรียน เขาจึงเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด รถติดพอสมควรในวันนี้ การจราจรหนาแน่น กำลังทำให้มิวนิคต้องหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น มองนาฬิกาบนสมาร์ทโฟนของเขาแล้วก็อยากจะตะโกนระบายความเครียดออกมาดังๆ แต่พอรถแท็กซี่หลุดสี่แยกนั้นมาได้ รถก็วิ่งฉิว มิวนิคยิ้มออกมาได้แล้วในตอนนี้
เด็กหนุ่มลูกครึ่งบอกให้รถแท็กซี่จอดที่ป้านรถ เขายื่นค่าโดยสารให้แล้วลงจากรถ ก่อนจะวิ่งปรื๋อ ข้ามทีละสองสามขั้นบันได เพื่อขึ้นไปในสถานีให้เร็วที่สุด ความหวังของมิวนิคอย่างน้อยก็ต้องได้คุยกับแกงจืดให้เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้
“มายก็อด อันบิลิฟวะเบิ้ล” มิวนิคไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง กับสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อขบวนรถไฟฟ้า เขามองเห็นคนที่เขาคิดถึงมาตั้งแต่เช้า ยืนรออยู่ที่ชานชาลาอย่างไม่คาดฝัน วันนี้แกงจืดมีเพียงกระเป๋านักเรียนในมือเท่านั้น ไม่ได้พะรุงพะรังอย่างที่มิวนิคคิดจะล้อหากได้เจอกันอีกครั้ง
“ไฮ เคลียร์ซุป” มิวนิคกล่าวทักทายคนที่สะดุ้งโหยงออกไป แกงจืดพอหันไปเห็นว่าเป็นใคร ความคิดที่ว่ามิวนิคเป็นพวกสะกดรอยตาม อย่างฆาตรกรต่อเนื่อง ก็ทำให้เขาต้องใจเต้นแรงไปด้วยความกังวล “ตามหาแทบแย่ ไม่นึกว่าจะเจอที่นี่” มิวนิคสารภาพไปตามตรง “ไม่ได้บอกให้ทำสักหน่อย” เสียงตอบกลับไป พยายามไม่ให้สั่น เพราะใครรู้เข้า เดี๋ยวจะหาว่าเขาบ้า จะบอกว่าแกงจืดดูหนังมากจนเกินไป
“เรียนที่ไหน” มิวนิคไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีไม่สนใจของแกงจืด ของแบบนี้ ถ้าเขาไม่รุกแล้วอีกฝ่ายเขาจะรับได้ยังไง มิวนิคชะโงกหน้าไปดูที่หน้าอกเสื้อของแกงจืด เจ้าตัวรีบใช้มือกำอักษรย่อของโรงเรียนในทันที
ตกหลุมรักคุณกี่คนแล้ว
จากการที่คุณแค่ยิ้มให้
และยิ่งตอนคุณหันมา
จ้องมองตาและทักทาย
ในหัวใจ มันแทบละลาย
จนเกือบถึงจุดอันตราย
เลยอยากจะขอให้คุณ
“เห็นแล้ว” มิวนิคทำส่ายหน้า และบอกว่าแกงจืดไม่จำเป็นต้องปิดให้เสียเวลา แกงจืดทำเสียงจิ๊จ๊ะ ลดมือลง ทำให้มิวนิครู้แล้วว่าแกงจืดเรียนที่ไหน เป็นโรงเรียนชายล้วนนี่เอง เขาบอกตัวเอง “อ๋อ ที่นี่เอง” มิวนิคขำ ที่แกงจืดดูเจ็บใจที่หลงเชื่อว่าเด็กหนุ่มลูกครึ่งเห็นชื่อย่อโรงเรียนแล้ว ทั้งๆที่หนุ่มน้อยมิวนิคนั้นหลอกให้ปล่อยมืออีกครั้งต่างหาก
ในใจผมร้อน
จนทนไม่ไหว จะรักคุณแล้ว
หยุด หยุดใจไว้บ้าง
ห้ามใจเอาไว้ต้องเตือนตัวเอง
คนน่ารักมักใจร้ายกันทุกคน
“อยากโทรหา แต่ไม่รู้จะกดเบอร์อะไร” มิวนิคหยิบเอาโทรศัพท์มือถือออกมา “ฮึ ให้เรากดเบอร์อะไรดี บอกหน่อย” มิวนิคทำเสียงหล่อ นุ่มๆ ดูเป็นมิตร มันทำให้เขาเองก็รู้สึกเขินไม่น้อย “เราไม่มีโทรศัพท์มือถือ” แกงจืดโกหกออกไปเสียอย่างนั้น ก่อนที่จะได้ยินมิวนิคหัวเราะก๊ากดังลั่น เมื่อมีเสียงข้อความดังเข้ามาที่เครื่องของแกงจืดพอดี
ชอบสงสัย ว่าทำไมใครใคร
ชอบลืมตอบคำถามของคุณ
ก็เพราะเสียงของคุณ
ช่างหวานละมุนอุ่นหัวใจ
ฟังครั้งใดเหมือนเวลาหยุดหมุนไป
ไม่รู้ทำไมอยากจะขอให้คุณ
“ไม่ให้เบอร์โทรแล้วจะโทรหากัน คุยกันได้ยังไงล่ะ” มิวนิคทำเสียงอ้อนอีกครั้ง แกงจืดส่ายหน้าปฏิเสธ “ก็ไม่ต้องโทรมาไง” พูดจบก็ขยับออกห่างไปอีกนิด มิวนิคขยับเดินตาม “ก็คิดถึงแย่สิ” คำพูดของมิวนิคทำให้แกงจืดต้องหันไปมองในทันที มิวนิคเพิ่งได้สบตากับแกงจืดตรงๆ และเขาลงความเห็นว่า ดวงตากลมๆ มีแววของความสดใสของแกงจืดนั้น น่ามองที่สุด
ในใจผมร้อน
จนทนไม่ไหว จะรักคุณแล้ว
หยุด หยุดใจไว้บ้าง
ห้ามใจเอาไว้ต้องเตือนตัวเอง
คนน่ารักมักใจร้าย กันทุกคน
“ถ้ายังดื้อ งั้นเราไปรับหลังเลิกเรียนนะ” มิคนิครวบรัดเอาเสียเลย เพราะแกงจืดยังไม่ยอมบอกเบอร์โทรศัพท์กับเขา “ห้ามนะ” แกงจืดรีบบอกเสียงดุ “หาทางห้ามเราให้ได้สิ” ก็แกงจืดไม่อยากให้เบอร์โทรกับมิวนิคจริงๆนี่นา “งั้นก็ถือว่าเรานัดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” มิวนิคพูดจบก็เริ่มออกสเต็ปที่เท้า เต้นเบาๆอย่างคนดีใจ
เวลาที่คุณเข้ามากระซิบใกล้ใกล้
คอยเตือนตัวเอง ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ
คนน่ารักมักใจร้าย
คนน่ารักมักใจร้าย
ใช่ไหมคุณ
“ทำอะไรน่ะ” กับภาพที่เห็น เด็กหนุ่มลูกครึ่งในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ที่ถอดเอาเสื้อสูทแจ็คเก็ตเอามาพาดไว้แขนข้างซ้าย เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น กับเน็คไทสีน้ำตาลเข้ม กางเกงสแล็คขายาวสีเข้ม รองเท้าหนังสีดำขัดมันวาว มิวนิคดูแตกต่างจากหนุ่มน้อยนักบาสเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง แต่ผมที่รวบไว้เป็นหางม้าสั้นๆนั้นยังคงอยู่ มิวนิคกำลังเต้นด้วยท่าทางร่าเริงอย่างที่สุด และหันมาชวนแกงจืดให้ทำตาม
แต่ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้มันไม่ใช่
ไม่น่าจะทำให้ร้องไห้
ไม่น่าจะเซย์กู๊ดบาย
เพราะเธอดูไม่มีอันตราย
“หยุดนะ” แกงจืดหันไปห้าม เพราะตอนนี้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างหันมามองมิวนิค และชี้มาที่แกงจืด “ก็บอกเบอร์โทรมาก่อนสิ เราจะได้หยุดเต้น” มิวนิคต่อรองกับแกงจืด “ไม่” แกงจืดยังคงยืนยันในคำพูดเดิม “งั้นก็เจอมูนวอล์คเข้าให้” ว่าแล้วมิวนิคก็โชว์ความเป็นเท้าไฟของเขา ด้วยท่าทางเลียนแบบราชาเพลงป็อบของโลกในทันที “ฮี้ฮ้า” แล้วยังไม่วายทำเสียงเลียนแบบนั่นด้วย
อยากลองรักสักครั้งมันก็ต้องเสี่ยง
เตือนตัวเองว่ายังไงฉันยังอยู่
ตกหลุมรักจริงจริง
เธอคงไม่ว่ากัน
“ปรี๊ด” เสียงเป่านกหวีดดังเตือนมา เมื่อเห็นว่ามิวนิคจะเต้นจนสนุกมากไป ความผิดของมัน พอๆกับการเอาเท้าไปแตะโดนเส้นเหลืองยังไงยังงั้นเลย แกงจืดหันไปหาทางรปภ.ที่กำลังเดินมา ก่อนจะส่ายหน้า โบกมือ บอกว่าเขาไม่ได้มากับมิวนิค ในขณะนั้นขบวนรถไฟฟ้าก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ชานชาลาพอดี
ในใจผมร้อน
จนทนไม่ไหว จะรักคุณแล้ว
หยุด หยุดใจไว้บ้าง
ห้ามใจเอาไว้ต้องเตือนตัวเอง
คนน่ารักมักใจร้าย
คนน่ารักมักใจร้าย
ใช่ไหม
รปภ. วิ่งมาที่มิวนิคออกสเต็ปอยู่ แต่หนุ่มลูกครึ่งกลับวิ่งหนีแทน แกงจืดเดินเข้าไปในรถ มิวนิคยังคงวิ่งวนอยู่ด้านอกนั้น โดยที่มีรปภ.วิ่งตาม ก่อนจะมาหยุดยืนหอบอยู่ข้างๆกับมิวนิค แต่เป็นตอนที่ประตูรถไฟฟ้าปิดลงแล้ว และมิวนิคเห็นแกงจืดยืนมองเขาผ่านกระจกรถออกมา มิวนิคสบตากับแกงจืด มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพียงเดี๋ยวเดียว แต่ในความรู้สึกมันกลับดูนานและคุ้มค่าเหลือเกิน
ในใจผมร้อน
จนทนไม่ไหว จะรักคุณแล้ว
หยุด หยุดใจไว้บ้าง
ห้ามใจเอาไว้ต้องเตือนตัวเอง
คนน่ารักมักใจร้าย
รถไฟฟ้าค่อยๆเลื่อนขบวนออกจากชานชาลา แล้วมิวนิคก็เห็นแกงจืดส่ายหน้าและแอบอมยิ้มในหน้า `สำเร็จ` ในใจของมิวนิคตะโกนออกมาดังลั่น และการถูกรปภ.ยืนคุมจนกว่าเขาจะขึ้นรถไฟฟ้าไป มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยจริงๆ หากเทียบกับการที่ได้มาเจอกับแกงจืดอีกครั้งในวันนี้
คนน่ารัก มักใจร้าย
Basketband

เริ่มอยากรู้ตอนต่อไปแล้ว~~
จะเป็นนำไนหรือมิวนิคนะเนี่ย xD
#1 By คุ๊บ on 2010-11-07 23:10