+ Below Zero

posted on 19 Jan 2012 22:35 by this-is-tlr  in ShortStories  directory Fiction
 

Below Zero

 

มันเป็นวันก่อนสิ้นปี ใช่แล้ว วันสุดท้ายของปีนี้ และเหลือเวลาเพียงไม่เท่าไหร่ รอบของสามร้อยหกสิบห้าวันก็จะถูกใช้ไปจนหมดอีกครั้งหนึ่ง และอีกหนึ่งรอบปีก็จะวนเข้ามา เพื่อให้กล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่ แล้วจากนั้น ชีวิตก็จะกลับสู่วิถีของมันอีกครั้ง แต่จะเข้ารูปเข้ารอยหรือไม่อย่างไร

 

สิริ ก็ไม่อาจจะบอกตัวเองได้เหมือนกัน มันแปลกอยู่ไม่น้อย ที่จะว่าไป สิริ เองก็ต้องการคำตอบนั้นขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน แถมในช่องอกความรู้สึกที่มันพรวดพราดเข้ามา ให้ต้องใจหาย และลำคอต้องตีบตัน มันก็ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ดีขึ้นมา แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกต้องย่ำแย่ลงมากกว่าเดิมอีก ด้วยซ้ำไป

 

เสียงรองเท้าของตัวเองที่ดังเข้ามาให้ได้ยิน ยามที่ สิริ ย่ำไปบนฟุตปาธ มันทำให้ สิริ ต้องหยุดเท้าลง และยืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้นอึดในหนึ่ง อาการถอนหายใจและกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอไปอย่างยากลำบาก ถ้าหากจะให้อธิบาย เล่าถึงสิ่งที่ว่ายวนอยู่ภายในใจ หรือความคิดที่กำลังวนเวียนอยู่ในสมองตอนนี้

 

สิริ เองก็คงจะกล่าวออมาได้อย่างลำบาก ดังนั้น ก้าวที่เริ่มต้นเดินอีกครั้ง สิริ จึงพยายามทำให้มันเงียบเสียง แต่เดินให้ดูเป็นปกติมากที่สุด แต่่มันก็ไม่อาจะหลีกเลี่ยงความอิหลักอิเหลื่อ ที่มีให้เห็นอย่างช่วยไม่ได้นั่นแต่อย่างใด โดยเฉพาะการที่สิริ ต้องแบกน้ำหนักที่พาดอยู่บนบ่ามาด้วยแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

 

ทางเดินฟุตปาธพา สิริ มาจนถึงประตูทางเข้า รั้วเหล็กที่ไล่ยาวขนานมากับทางเดิน ทำให้มองเข้าไป เห็นสระน้ำใหญ่ขนาบมาด้วยกัน จนสายตามองเลยลึกเข้าไปอีก จึงจะเห็นสวนสาธารณะใหญ่ ที่ยามค่ำคืน มันช่างดูเงียบสงัดและน่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

 

จากตรงหน้าประตูทางเข้า ทางเดินภายในสวน มีไฟทางส่องอยู่เป็นระยะ แต่มันก็ไกลกันอยู่มาก และบางช่วงของทางเดินนั้น หลอดไฟก็ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ส่องสว่างตามหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็น เสียงรองเท้าที่เก้าเดิน สิริ ว่ามันดูจะเบาลงกว่าเดิมเยอะ แต่อาจจะเป็นเพราะเสียงหัวใจเต้นก็ได้ ที่ตอนนี้มันกระหน่ำเหมือนกลองอยู่ภายในอก ตั้งแต่ สิริ ย่างเท้าเข้ามาภายในนี้

 

ทางเดินที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้น สิริ มองไม่เห็นใคร ไม่จนกระทั่งเดินผ่านไฟทางมาแล้วสองสามต้น จนเลยไฟทางต้นล่าสุด ที่หลอดไฟขาดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเป็นเพราะ `ผู้ใช้บริการ` สวนแห่งนี้ในยามค่ำคืน จงใจปาหินเพื่อทำให้มันแตกกันแน่ สิริ ก็ไม่แน่ใจนัก

 

แต่จากสิ่งที่เริ่มต้นเห็น ผู้ชายหลายคนที่ยืนอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ ใต้ต้นไม้นั่นบ้าง ตามม้านั่งยาวที่อยู่ใต้ไฟทางที่มืดสนิทนั่นบ้าง มันคงไม่ใช่เรื่องที่ สิริ จะคาดเดาได้ยากลำบากแต่อย่างใด สายตาที่มองผ่านไปยังผู้ชายเหล่านั้น ที่หนุ่มบ้าง แก่บ้าง ทั้งที่มองเห็นหน้าถนัด แต่ก็รีบหลบฉากไปเมื่อเห็นหน้าตาของ สิริ หรือบ้างที่ตะโกนไล่ สิริ ให้ออกไปไกลๆ เมื่อหยุดยืนเพ่งมองพวกเขา ที่นี่คละไปด้วยชายต่างวัยอย่างชัดเจน

 

ถูกต้องแล้ว พวกผู้ชายเหล่านี้ ไม่เพียงแค่เดินหนี สิริ แต่เท่านั้น แต่ยังเอ่ยปากไล่อีกต่างหาก จน สิริ ต้องรีบเดินไปจากตรงนั้นแต่โดยดี และอย่างรวดเร็ว เมื่อบางคนทำท่าจะทำร้ายกันอีกต่างหาก สิริ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายลมพัดมาอย่างเนือยๆ สิริ เหงื่อพร่างพรูใบหน้าและลำคอ เมื่อน้ำหนักบนบ่าดูจะเพิ่มภาระให้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ถัดจากทางเดินที่ไฟติดๆดับๆตรงนั้น มาถึงแนวต้นไม้ใหญ่ที่เรียงติดกันจนเป็นทางยาว ตอนกลางวัน มันคงจะให้ความรู้สึกร่มรื่นและน่าอภิรมย์แก่ผู้ที่เข้ามาพักผ่อนในสวนสาธารณะแห่งนี้ไม่น้อย แต่ในยามค่ำคืนแบบนี้ โดยเฉพาะตอนนี้ แนวดำทะมึนของต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าอะไร

 

ผู้ชายหลายคนที่เดินนำ สิริ มาก่อนหน้า พากันเดินหายเข้าไปที่หลังแนวพุ่มไม้นี้ สิริ พยายามเพ่งมองตามเข้าไป แต่ก็มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก ไฟทางดวงสุดท้ายจากทางเดิน อยู่ห่างไกลออกไปไม่น้อย และด้วยขาดการดูแลรักษาซ่อมบำรุง แมลงต่างๆมากมาย ที่พากันมาเล่นไฟแล้วต้องตายลง หมักหมมกองทับกันอยู่ในที่ครอบหลอดไฟนั้น จนปริมาณแสงไฟลดต่ำลงกว่าที่มันควรจะเป็น

 

สิริ หันมองกลับไปที่ทางเดิน เมื่อคิดว่า ตัวเองกำลังจะเดินเข้าไปที่หลังแนวต้นไม้นี่ด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องนึกหวั่นในใจขึ้นมาอีกรอบ เสียงกิ่งไม้แห้งหัก เพราะใครบางคนเดินเหยียบมัน ที่หลังพุ่มไม้นั่น ฉุดความสนใจของ สิริ ให้กลับมา จนเท้า รับคำสั่งให้เดินเข้าไป อย่างที่ตัดสินใจทำเมือ่ก่อนหน้านี้

 

แสงดาวบนฟ้า ไม่พอเพียงที่จะทำให้เห็นอะไรอย่างแน่ชัด แต่ก็พอจะทำให้สายตา พอจะปรับให้รับรู้เค้าโครงรูปร่างของมนุษย์ได้ สิริ เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แต่ก็ต้องรีบเดินเลยไป เมื่อหนึ่งในผู้ชายสองคนนั้น ออกเสียงไล่อย่างนึกรังเกียจ เพราะผู้ชายคนที่ยืนใช้หลังพิงต้นไม้เอาไว้ เอื้อมมือมาจับตัวของสิริ  โดยมีผู้ชายอีกคนนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ฝังหน้าเข้าหากึ่งกลางลำตัวของชายคนที่ยืน

 

ก่อนคนที่ยืนจะผละมือออกอย่างรวดเร็ว และเอ่ยปากไล่อย่างไม่ชอบใจอย่างที่สุด สิริ สาวเท้าเดินอย่างเร่งรีบ เสียงเท้าเหยียบกิ่งไม้แห้งจนหัก ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมาเงียบลง เมื่อสิริ หาต้นไม้ที่ยังไม่มีใครมาจับจอง มาเป็นที่หลบยืนให้หายตกใจ

 

สิริ ถามตัวเอง ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อาการหายใจแรงและเร็ว กำลังทำให้ความตั้งใจแต่แรกสั่นคลอน จนเมื่อมือข้างหนึ่งแตะเข้ากับกระเป๋าเป้แบบสะพายข้าง ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบไฟฉายขนาดพกพามาถือเอาไว้ในมือ แล้วจึงต้องส่งกำลังใจผ่านมือที่บีบด้ามไฟฉายนั้นจนแน่น ให้ตัวเองทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ให้ลุล่วง

 

สิริ สูดหายใจเข้าปอดจนลึก ยังไงก็มายืนอยู่ที่นี่ ไหนๆก็มาไกลถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้มันสำเร็จเสร็จสิ้นไป มันคงจะไม่ได้อะไร สิริ ตัดสินใจออกเดินอีกครั้ง สายตาพยายามมองหา เพ่งไปในความมืด เพราะถึงแม้ว่าจะมีไฟฉายแต่ก็ไม่อยากใช้มันโดยไม่จำเป็น ส่วนหูก็คอยเงี่ยฟังเสียง เพื่อให้แน่ใจ เพื่อให้แน่ชัด

 

เฮ้ย เหี้ยอะไรเนี่ย ไปไกลๆตีนกูเลย” ทันทีที่ สิริ กดเปิดไฟฉายให้สว่างขึ้น ภาพที่เห็นก็คือ ชายหนุ่มสองคนกำลังจูบปากกันอย่างดูดดื่ม และมือของทั้งสองคน ก็กำลังกำความกำยำแห่งความเป็นชาย รูดขึ้นรูดลงสร้างความเสียวซ่านให้แก่กันอยู่ตรงหน้า สิริ กดดับไฟฉาย ก่อนจะเดินต่อไป โดยมีเสียงโวยวายดังตามมาด้วยความเกรี้ยวกราด

 

แสงไฟจากไฟฉายนั้นสว่างขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ต้องดับลง เมื่อผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่กำลังใช้ปากดูดอมอวัยวะเพศให้แก่กัน ร้องฮือลั่น แล้วพากันลุกขึ้นวิ่งหนีจากไปจากตรงนั้น สิริ บีบมือที่กำไฟฉายนั้นเอาไว้จนแน่น ก่อนจะพยายามถอนหายใจออกมา แล้วเดินต่อไป จนเห็นแนวเขตรั้วด้านข้างของสวน ที่เลยไปเป็นลานกว้างพอสมควร

 

แรงๆ เอาอีก กระแทกแรงๆ” เสียงเชิงร้องขอ ทั้งๆที่กำลังออกคำสั่ง ดังแว่วมาจากทางนั้น สิริเดินตามเสียงนั้นไป ในใจเต้นระรัว กับภาพในความคิดที่ตัวเองมี และกำลังจะเห็นอยู่ต่อหน้า “ชอบใช่ไหมแบบนี้ แน่นเต็มรูดีไหม เสียวไหมสะใจดีไหมล่ะ ร่านๆอย่างมึง ต้องเจออย่างกู” เสียงตอบกลับมาของอีกฝ่ายนั้น ปนไปด้วยแรงหอบหายใจ ที่เต็มไปด้วยความสุขสม เสียงครวญครางดังออกมาจากทั้งสองอย่างต่อเนือง จนกระทั่ง

 

สิ่งที่เธอทำ อยากจะถามหน่อย
เธอเห็นว่าฉันเป็นอะไร
ไม่แคร์กันเลย ไม่เคยเห็นใส่ใจ
แทบจะไม่มีความสำคัญ
เธอคิดว่าฉันไม่รู้สึกบ้างหรือไง

 

“สัตว์ ปิดไฟฉาย กูบอกให้ปิดไฟฉายไง” เสียงตวาดลั่นของชายที่กำลังขยับแก่นกายแข็งขันของความเป็นชายเข้าใส่บั้นท้ายของชายอีกคนที่คุกเข่าเท้ามือทั้งสองบนพื้นที่ด้านหน้า เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังให้ได้ยินอย่างชัดเจน

 

เจ็บได้ ร้องไห้เป็น เพราะฉันเป็นคน
ทนเรื่อยไปกลัวตัวตนจะไม่เหลือ
เจ็บได้ ร้องไห้เป็น ฉันมีหัวใจมีเลือดเนื้อ
ให้เธอรู้ไว้ จะไม่ทนมากไปกว่านี้

 

อย่า ไม่นะ อย่ามอง หันไปทางอื่น อย่า อย่ามองมา” ชายคนที่คุกเข่าเท้าพื้นต้องก้มหน้าลงกับพื้น ปล่อยให้บั้นท้ายของตัวเองยังคงลอยเด่น ตอบรับการกระแทกกระทั้นเข้าใส่จากชายที่อยู่ด้านหลังเขา ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทำนั้นลง แม้ว่าตอนนี้จะมีใครคนหนึ่งยืนส่องไฟฉายมา และจ้องมองทั้งคู่อยู่ก็ตาม

 

อยากให้เธอลอง และมองฉันใหม่
แค่ในฐานะคนคนนึง
ที่เธอเคยลืม และคงไม่นึกถึง
สิ่งหนึ่งที่เธอมองข้ามไป
คือคนที่มีลมหายใจอยู่ข้างเธอ

 

“ตื่นได้แล้วลูก” สิริกระซิบที่ข้างหู `น้ำหนักบนบ่า` นั้นให้ตื่นขึ้น เมื่อเสียงร้องบนสะอื้นไห้ดังลอดออกมาจากชายคนที่กำลังถูกกระแทกบั้นท้ายนั้น “อย่ามอง ได้โปรด อย่างมองมา ไปซะ” เสียงของชายคนนั้นที่แม้จะพยายามจะดึงตัวเองออกจากการร่วมสังวาสกับชายอีกคน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายตรึงตัวเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาหยุดได้ตามที่ต้องการ

 

เจ็บได้ ร้องไห้เป็น เพราะฉันเป็นคน
ทนเรื่อยไปกลัวตัวตนจะไม่เหลือ
เจ็บได้ ร้องไห้เป็น ฉันมีหัวใจมีเลือดเนื้อ
ให้เธอรู้ไว้ จะไม่ทนมากไปกว่านี้

 

พ่อ” เสียงเรียกของเด็กชายที่ สิริ กำลังอุ้มอยู่ ที่งัวเงียตื่นขึ้นมา มองตามแสงของไฟฉายไปที่ชายคนที่กำลังคุกเข่านั้น “พ่อกำลังทำอะไร น่ะแม่” เด็กชายหันมาถามสิริ ที่ตอนนี้น้ำตากำลังพร่างพรูลงมาอาบข้างแก้ม มือที่กำไฟฉายนั้นสั่นเทิ้ม จนแสงไฟวูบวาบไปมา เสียงกดปิดไฟฉายดังขึ้น “ใกล้แล้ว กูใกล้แล้ว เรียกกู ผัวจ๋าๆ ก่อน กูจะออกแล้ว จะแตกแล้ว ถึงแล้ว แตกแล้ว”

 

เจ็บได้ ร้องไห้เป็น เพราะฉันเป็นคน
ทนเรื่อยไปกลัวตัวตนจะไม่เหลือ
เจ็บได้ ร้องไห้เป็น ฉันมีหัวใจมีเลือดเนื้อ
ให้เธอรู้ไว้ จะไม่ทนมากไปกว่านี้

 

เสียงร้องครวญครางแห่งความพรึงเพริศดังเป็นสัญญาณถึงจุดสุดท้ายนั้น ผสมผสานด้วยเสียงร้องไห้อย่างคนที่อับอายอย่างถึงที่สุด ที่คนเป็นพ่อคนหนึ่งจะเป็น ก่อนที่ในความมืดนั้น สิริ จะกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดใจ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งภรรยาและแม่ จะระบายออกมา เมื่อต้องเจอะเจอเรื่องที่ทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส อย่างเช่นคราวนี้ ท่ามกลางฟ้าที่สุกสกาวเบื้องบน พร่างพราวไปด้วยพลุไฟสีสวยงามกระจ่างฟ้า

 

เจ็บได้ ร้องไห้เป็น

มาลีวัลย์ เจมิน่า

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

วันนี้จะโพสต์ได้มั้ย........exteen เน่ามากเลย

เป็นความจริงที่แสนจะเจ็บปวด

#1 By Fah (125.24.172.21) on 2012-01-24 09:32

อย่าอ่านยุกยิกครับ

#2 By oPGo (223.206.27.97) on 2012-01-24 18:44

นี่มนัอะไรกันน่ะชีวิต อนาถดีแท้

#3 By both^^ (125.24.160.201) on 2012-01-30 07:06