+ ความเหงาไม่อยู่ตลอดไป: someone to share (30)
posted on 28 Jan 2012 22:28 by this-is-tlr in ShortStories directory Fictionความเหงาไม่อยู่ตลอดไป: someone to share (30)
“ตื่นได้แล้วมิค เช้าแล้วนะ” ไมล์เตือนเด็กชายตัวน้อยออกไปเบาๆ พลางเลื่อนผ้าม่านให้เปิดออกรับแสงแห่งอรุณ อากาศยามเช้าดูสบายๆ แสงแดดยังเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าเท่านั้น ไมล์เลื่อนถาดผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆข้างหน้าต่างให้ขยับไปอีกนิด ก่อนจะเลื่อนเปิดกระจกบานเลื่อนเกือบหนึ่งในสี่ เพื่อให้อากาศภายนอกไหลผ่านเข้ามาด้านใน อากาศเย็นๆยามเช้าทำให้ไมล์เองต้องลู่ไหล่เข้าหากัน
“เปิดแอร์ทั้งวัน มันไม่ดีรู้ไหม เดี๋ยวเรารับลมบริสุทธิ์สักพักแล้วกันนะ แล้วค่อยเปิดแอร์ใหม่” ไมล์หันไปทางเตียงนอน พูดบอกออกไป ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ “รู้หรอกน่า ว่าเราชอบเปิดแอร์ เพราะเป็นคนขี้ร้อน แต่ถ้าเกิดไม่สบายขึ้นมา มันจะไม่คุ้มกัน โอเคไหม” ไมล์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงน้ำเสียงเล็กๆ กับคำพูดที่ว่า `มันไม่แฟร์` ที่เคยได้ยินบ่อยๆ
“แล้วนี่ ผลไม้เยอะแยะเลย ทั้งแอ๊ปเปิ้ล ทั้งองุ่น ทั้งลูกแพร์ สีเขียว แดง เหลือง น่าอร่อยทั้งนั้นเลย” ไมล์หยิบถาดสเตนเลสจากอีกมุมหนึ่งของโต๊ะ มาวางเอาไว้ตรงหน้า “กินอะไรดีล่ะ” ก่อนจะถามออกมา พร้อมๆกับรอยยิ้มที่หันไปทางเตียงนอน แล้วจึงหันกลับมามองผลไม้ตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหยิบมีดขึ้นมา แล้วหั่นแอ๊ปเปิ้ลออกเป็นชิ้นๆแบบพอดีคำ เพื่อจัดวางเอาไว้ในจานเปลอย่างดูน่าทาน
“ผลไม้มันมีประโยชน์ มิคต้องกินเยอะๆรู้ไหม” ไมล์พูดสอนมิค อย่างที่เขาเคยทำมา ตั้งแต่เด็กชายตัวน้อยยังแต่อ้อนแต่ออก “ดูสิ แอ๊ปเปิ้ล ทั้งหอม ทั้งหวาน” ไมล์กัดชิมแอ๊ปเปิ้ลเสี้ยวนั้น เพื่อหันไปยืนยัน พร้อมกับยิ้มให้คนที่อยู่บนเตียงนอนนั้นได้มั่นใจ “แต่คราวนี้ มิคต้องกินเปลือกด้วยนะ เพราะวิตามินอยู่ในเปลือกทั้งนั้น กินแต่เนื้อแอ๊ปเปิ้ลอย่างเดียว มันไม่อร่อยหรอก” ไมล์พูดพลางจัดชิ้นแอ๊ปเปิ้ลเรียงกันเพื่อให้หยิบทานได้ง่ายๆ
“องุ่นนี่ก็สวยน่ากิน เดี๋ยวล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่เย็นเอาไว้สักพัก กินล้างปากหลังอาหาร จะได้ชื่นใจ” ไมล์จัดแจงล้างองุ่นพวงสวยเหล่านั้น ที่แต่ละช่อของมันอัดแน่นไปด้วย ลูกองุ่นสีสด ผลใหญ่ ดูน่าทานไม่ใช่น้อย ก่อนจะสะเด็ดน้ำในตะกร้าอีกครั้ง แล้วจึงจัดวางลงบนชามแก้วใสขนาดใหญ่ เพื่อนำไปแช่ในตู้เย็นอีกครั้ง
“ห้ามแอบขโมยกินก่อนนะ มิค เพราะอันนี้เราจะเก็บเอาไว้เป็นผลไม้หลังอาหารเย็น” ไมล์กำชับอย่างหนักแน่น เพราะรู้ดีว่า ถ้าเขาเผลอเมื่อไหร่ เป็นต้องได้เห็นเด็กชาย ปิดๆเปิดๆตู้เย็น เพื่อแอบปลิดเอาผลองุ่นมาอมในแก้มจนตุ่ยเป็นลิงขโมยอาหาร ก่อนจะค่อยๆทยอยเคี้ยวเนื้ออันหวานชุ่มฉ่ำขององุ่นเหล่านั้น โดยทำหน้าตาแบบไม่รู้เรื่อง แต่ปิดบังความมีพิรุธเอาไว้ไม่อยู่นั้นทุกที
“ส่วนแอ๊ปเปิ้ลนี่กินได้เลยนะ กินเยอะๆได้เลย ไม่มีปัญหา” จานใส่แอ๊ปเปิ้ลเปลือดเขียว เนื้อในสีขาวสวย ที่โชยกลิ่นหอมอ่อนๆ ยามที่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆกับจาน ถูกเลื่อนออกไปด้านหน้า อย่างเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบขึ้นไปกัดชิมรสความอร่อย และสดใหม่จากผลไม้ในจานนี้ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดอะไรทั้งสิ้น
“ของอร่อยๆแบบนี้ ไม่กิน แล้วจะเสียดายนะ” ไมล์ทำเสียงหยั่งเชิง แบบอยากจะจับอาการของความสนใจของเด็กชายตัวน้อย ก่อนจะต้องทำโคลงหัวไปมา “โอกาสดีๆ มีไม่มากแล้วนะ อย่ามาร้องทีหลังนะ ถ้ามันเกิดหมดขึ้นมาเสียก่อน” จากนั้น ไมล์ก็หยิบเอาชิ้นแอ๊ปเปิ้ลขึ้นมากัดคำใหญ่ ก่อนจะเคี้ยวดังกร้วมๆ แสดงความอร่อยของผลไม้สดใหม่อย่างเชิญชวนและหยอกเย้า
“ส่วนลูกแพร์นี่ เอาไว้ก่อนแล้วกันนะ เก็บไว้กินพรุ่งนี้บ้าง ดีไหม” ไมล์หันไปเก็บถุงใส่ลูกแพร์สีเหลืองสี่ห้าลูกนั้น มัดปากถุงเพื่อต้องการจะเก็บเอาไว้ในตู้เย็น รักษาความสดใหม่ของผลไม้ชนิดนี้ “ไม่คัดค้าน ก็แสดงว่าตกลงนะ งั้นเก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน กินแอ๊ปเปิ้ลกับองุ่นหมดแล้ว ค่อยเอาลูกแพร์ออกมาปอกกินกัน”
ไมล์พูดจบก็เก็บถุงลูกแพร์นั้นเข้าตู้เย็น ก่อนจะกลับมาที่โต๊ะด้านข้างหน้าต่างนั้น แล้วจึงโกยเอาเศษผลไม้ที่ปอกและแกะนั้นลงในถุง ก่อนจะหย่อนลงในถัง ถาดและมีดถูกเก็บล้างจนสะอาด “กินแอ๊ปเปิ้ลเสียก่อนนะ มิค เดี๋ยวมันจะดำซะหมด ไม่น่ากินนะ ถ้ามันเป็นแบบนั้น”
ใครบางคน
ได้แค่เพียงแต่รอ
คนบางคน จะคืนมา
ยังจำคำ ทุกทุกคำ ก่อนลา
ตอกย้ำให้รับรู้ ว่าให้รอ
ไมล์เตือนเด็กชายตัวน้อย เพื่อให้รู้ว่า แอ๊ปเปิ้ลเนื้อสีดำๆเมื่อมันถูกอากาศนานๆ แบบที่มิคไม่ชอบและเบ้หน้าใส่ ถ้าไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นก็รีบกินเสียให้หมด “ไม่มีใครช่วยเรากินนะ ถ้ามันดำแล้วน่ะ” ไมล์ส่งเสียงขู่ออกไป เพราะมันได้ผลทุกทีตลอดมา
ดูมันนาน
มันเหนื่อย จนไม่เข้าใจ
มันลังเล และหมดหวัง
“ส่วนโจ๊กนี่ ป๊าซื้อมาถุงเดียว เอ จะมีใครแย่งกินไหมนะ” ไมล์แกะหนังยางรัดปากถุงออก ก่อนจะเทโจ๊กเนื้อข้น กลิ่นหอม ใส่ลงในชาม “เป็นโจ๊กหมูสับเจ้าอร่อยเลยล่ะ” ควันจากข้าวที่ต้มจนข้น เนื้อละเอียดเนียน ฉุยขึ้นไปบนอากาศ “มีเนื้อหมูสับเยอะแยะเลย ก้อนโตมากๆ” ไมล์โฆษณาความน่ากินของอาหารในชามตรงหน้าออกไป ก่อนจะสูดลมเข้าปอดเพื่้อยืนยันคำพูดของตัวเองที่ว่า
ไม่รู้ต้องรออีกนาน แค่ไหน
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่เราจะพบกัน
จะเหลือสักกี่ปี จะเหลือสักกี่วัน
ที่ชีวิตฉัน จะอยู่ ได้พบและเจอเธอ
“หอมน่ากินที่สุด ดูซิ ใส่ไข่ด้วยนะ แต่ไม่มีตับ เพราะใครแถวๆนี้ไม่ชอบกิน” ไมล์ยิ้มจางๆ ก่อนจะมองไปทางเตียงนอนนั่น “เอ บางคนที่ชอบแย่งกินหมูสับกับไข่ยางมะตูม วันนี้เขาจะมาแย่งกินอีกไหมนะ” ไมล์หย่อยช้อนสั้นลงไปในชาม ก่อนจะปล่อยให้แขนทั้งสองข้างของตัวเองตกลงข้างลำตัว เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากร่างเล็กๆที่นอนอยู่บนเตียงนั้น
การรอคอย
ที่ไม่มีจุดหมาย
มันเป็นความ ทรมาน
วันวันหนึ่ง มันช่างดู เนิ่นนาน
กว่าวันแต่ละวัน จะเลยไป
“ไมล์” จักรเรียกชื่อคนรักของเขาเบาๆ เขายืนอยู่ที่หน้าประตู ได้ทันเห็นสิ่งที่ไมล์ทำทั้งหมด เจ้าของชื่อนั้น ยืนนิ่ง แต่ดวงตาสั่นระริก อย่างพยายามห้ามความแสบร้อนที่ขอบตาเอาไว้ด้วยความยากลำบาก ตัวของไมล์เริ่มสั่น จากเบาๆ จนตอนนี้เห็นได้ชัด และมันมาจากความรู้สึกจากส่วนลึกภายในใจ ที่ตอนนี้ แสดงออกมาภายนอกอย่างเริ่มเห็นได้ชัด
ดูมันนาน
มันเหนื่อย จนไม่เข้าใจ
มันลังเล และหมดหวัง
“ผมจำเป็นต้องทำ” ไมล์พูดกับจักรด้วยเสียงสั่นเครือ “ผมต้องทำ” คำพูดของไมล์แผ่วลง เมื่อพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ผมรู้” จักรเดินเข้าไปหาไมล์ จนหยุดยืนอยู่ข้างๆกัน ก่อนที่ทั้งสองคนจะมองตรงไปที่เตียงนอนนั้น จักรรู้ดี ว่าไมล์ทำแบบนี้ทุกวัน ทำด้วยความหวังเดียวที่มีอยู่ในใจ ไม่ต้องการอะไรมากมายเกินไปกว่านี้อีก ขอเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียว
ไม่รู้ต้องรออีกนาน แค่ไหน
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่เราจะพบกัน
จะเหลือสักกี่ปี จะเหลือสักกี่วัน
ที่ชีวิตฉัน จะอยู่ ได้พบและเจอเธอ
“ทำไม ลูกเราไม่ฟื้นขึ้นมาล่ะ จักร” ริมฝีปากที่สั่นระริกไปด้วยความรู้สึกบีบคั้น กดดัน และทุกข์ระทม ไมล์หลับตาลงเมื่อรับรู้ถึงแรงบีบที่ต้นแขนอย่างปลอบใจจากจักร “ผมทำทุกอย่าง” ไมล์สูดอากาศเข้าปอดจนลึก เพราะรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองกำลังจะขาดใจลงไปในทุกขณะก็เป็นได้ “ทำทุกอย่างเท่าที่จะนึกออก ทุกๆอย่างที่ลูกชอบ"
ในใจมันยังร้อนรน ในใจมันยังโหยหา
ในใจมันยังทุกข์ทน เฝ้ารอเธอมา
ได้แต่ถามหัวใจ เมื่อไรจะเจอกัน
"ทุกๆอย่างที่พอจะมีความหวัง ทุกอย่างที่พอจะให้ผมบอกตัวเองได้อีกครั้ง ว่าผมจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เป็นเหตุผลที่ผมจะต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดูโลกใบนี้อีกหนึ่งวัน” ก้อนสะอื้นแล่นปราดขึ้นจุกที่ลำคอของไมล์ และจักรเองก็รู้สึกไม่แตกต่างจากคนรักของเขาเลยสักนิด “แต่ทำไม” ไมล์ถามคำถามนี้ทุกวัน ทุกเช้า ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก ที่คำตอบ ไม่มีวี่แววว่ามันจะเผยตัวในไม่ช้า
ไม่รู้ต้องรออีกนาน แค่ไหน
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่เราจะพบกัน
จะเหลือสักกี่ปี จะเหลือสักกี่วัน
ที่ชีวิตฉัน จะอยู่
สายที่ระโยงระยางออกจากจมูก เข้าปาก รวมทั้งผ้าเทปที่แปะอยู่บนใบหน้าเล็กๆของเด็กชายตัวน้อย เป็นภาพที่สะเทือนใจต่อผู้พบเห็นไม่น้อย โดยเฉพาะผู้เป็นพ่ออย่างไมล์และจักร ที่มองดูมิคนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องพิเศษ ที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อหามาได้ แต่มันก็เท่านั้น
ไม่รู้ต้องรออีกนาน แค่ไหน
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่เราจะพบกัน
จะเหลือสักกี่ปี จะเหลือสักกี่วัน
สายน้ำเกลือ สายออกซิเจน เสียงร้องเตือนเป็นจังหวะของเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพ ทุกอย่างที่ประกอบเข้าด้วยกัน ทำให้ความรู้สึกที่โรยตัวลงมารอบๆไมล์และจักรในเวลานี้ มันดูทึมเทา เศร้าสร้อย และมืดมน จนทางออกนั้น ดูคล้ายกับว่า กำลังถูกปิดตายลงทุกขณะ
ที่ชีวิตฉัน จะอยู่
ได้พบและเจอเธอ
ไมล์นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงของมิค จักรนั้น นั่งอยู่ที่ปลายเตียงคนไข้ ไมล์กัดแอ๊ปเปิ้ลเนื้อสีดำนั้นทั้งน้ำตา ส่วนจักร ก็เลี่ยงไม่ได้ ที่จะปล่อยให้ทำนบที่ขอบตาพังทลายลงมา กับความเศร้าและการรอคอยนี้
รอ
มาช่า

สงสารคนที่ยังอยู่ด้วย
เฮ้ออออออ
#1 By ิboth^^ (125.24.160.201) on 2012-01-30 07:05