+ อยากให้เธอเข้าใจ: Just for Love
posted on 12 Feb 2012 00:44 by this-is-tlr in ShortStories directory Fictionอยากให้เธอเข้าใจ: Just for Love
“โอ้โฮ ข้าวของตั้งมากมาย แล้วอย่างนี้จะขนไปเองคนเดียวหมดหรือลูก” ผู้เป็นแม่ถามออกไป กับสิ่งของต่างๆที่วางรวมกันอยู่จนเต็มโต๊ะ แถมยังลามไปกองกันอยู่ที่พื้นบ้านอีกกองพะเนิน “ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ ผมโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับแล้ว ไปส่งตรงถึงที่ รับรองว่า ถึงของจะมากกว่านี้ ก็ขนไปทั้งหมดพร้อมกันได้แน่นอน” ผู้เป็นลูกยิ้มกว้าง พลางตอบแม่ของตัวเองไปอย่างร่าเริง
“แถมมันก็เป็นของจำเป็นด้วยทุกชิ้น ไม่เอาไป ก็จะเรียกว่าขาด มากกว่าเหลือน่ะสิครับแม่” ผู้เป็นแม่ได้ยินลูกชายพูดเสริมขึ้นต่อจากนั้น ก่อนเห็นเขาหันไปทางเสียงแตรรถที่ดังขึ้นที่หน้าบ้าน “รถแท็กซี่มากพอดีเลยครับ ยังไงผมไปก่อนนะครับแม่ รับรองว่าจะกลับถึงบ้านไม่ให้ดึก” ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะช่วยกันขนของไปใส่รถ
“ฝากความคิดถึงให้ธรรม์เขา แทนแม่ด้วยนะลูก” ผู้สูงวัยกว่าพูดกับลูกชาย ตอนที่ปิดประตูรถแท็กซี่ให้ “ว่างๆ ก็พากันมาเที่ยวบ้านเราบ้าง แม่ไม่ได้ทำอาหารให้ธรรม์กินนานแล้ว” พูดจบก็มองเห็นลูกชายยิ้มตอบกลับมา “ครับแม่” ก่อนจะได้ยินเสียงตอบรับคำอย่างคนอารมณ์ดีกลับมา แล้วรถแท็กซี่ก็แล่นจากไป
ผู้เป็นแม่ถอนหายใจออกมาเบาๆ มองตามรถที่เลี้ยวลับหายไปจากสายตา ด้วยความเป็นห่วงและอาทรในตัวของลูกชายคนเดียว ถึงแม้ว่าจะมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดหรือเตือนลูกออกไป ตอนนี้หัวอกคนเป็นแม่ ที่แม้ว่าจะกลัวลูกเจ็บปวด ทรมาน และร้าวรานมากแค่ไหน ก็ทำได้แค่เพียงรอเป็นคนที่เข้าใจลูกมากที่สุด และพร้อมจะปลอบโยนลูกเท่านั้น
รถแท็กซี่มาจอดส่งปิ๊กที่หน้าบ้านหลังเล็กๆ แต่ดูร่มรื่น รั้วไม้ระแนงเตี้ยๆทาสีขาวเรียงตัวตลอดแนว ที่แม้ว่าเนื้อที่จะไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางอะไรมากนัก แต่มันก็ดูเป็นสัดเป็นส่วน ประตูรั้วที่ติดกระดิ่งเล็กๆส่งเสียงกรุ๊กกริ๊งเมื่อปิ๊กดันให้ประตูนั้นเปิดกว้างออก แนวต้นไม้ประดับหลากชนิด ที่ปิ๊กเป็นคนหามาวางเอาไว้จนเต็มพื้นที่ กำลังแตกยอดออกใบ ทำให้ทั่วบริเวณดูดีอย่างที่สุด
ปิ๊กยิ้มได้ทุกครั้งที่มองเห็นมันเจริญเติบโตขึ้น ด้วยความเอาใจใส่ของเขา ที่ได้หมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย และคอยถอนวัชพืชอยู่สม่ำเสมอ เขาทำอย่างดีที่สุดไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปิ๊กก้มลงหยิบกุญแจที่ซ่อนเอาไว้หลังกระถางต้นไม้ด้านในสุด ใกล้กับประตูบ้าน ไขแม่กุญแจเสร็จก็ซ่อนมันไว้ที่เดิม ก่อนจะขนข้างของมากมายเข้าไปในตัวบ้าน
“อยู่ทำงานจนดึกอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย” ปิ๊กบ่นพึมพำเจ้าของบ้านกับตัวเอง เมื่อเห็นถ้วยกาแฟในอ่างล้างจาน แต่พอเหลือบไปเห็นถ้วยกาแฟอีกใบ เขาก็ต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนแน่น ก่อนจะพึมพำบอกกับตัวเองเบาๆว่า “เดี๋ยวจัดของเสร็จค่อยมาล้างก็แล้วกัน” ปิ๊กก้มลงหยิบของที่นำมาจากบ้าน เครื่องกระป๋อง ข้าวสาร อาหารแห้ง เขาจัดเก็บพวกมันให้เข้าที่
ทุกอย่างมันคือของใช้จำเป็นทั้งนั้น และเพราะปิ๊กรู้ดี ว่าธรรม์ไม่มีเวลามากนัก ที่จะซื้อหาของใช้เหล่านี้เข้าบ้าน ด้วยงานที่มากมาย วุ่นวายและรัดตัว ปิ๊กจึงจัดหาคอยดูแล เผื่อเหลือเผื่อขาดอยู่เรื่อยมา ปิ๊กปิดประตูตู้บานเล็กที่อยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะกลับไปที่อ่างล้างจาน มองถ้วยกาแฟสองถ้วยนั้น แล้วจึงกลั้นใจล้างมันจนสะอาดสะอ้าน
ปิ๊กกำลังใช้ผ้าสะอาดเช็ดถ้วยกาแฟที่เพิ่งล้างเสร็จให้แห้ง เมื่อเขาได้ยินเสียงพูดคุยดังเบาๆมาจากทางหน้าบ้าน คงจะเป็นธรรม์ และทันทีที่ปิ๊กบอกกับตัวเอง เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเจ้าของชื่อ ยืนยันสิ่งที่เขาคิดในทันที แต่อีกเสียงหนึ่ง ที่กำลังคุยกับธรรม์นั้น ปิ๊กไม่คุ้นเลย เขารีบเช็ดมันจนแห้ง แล้วแขวนเอาไว้ในที่เก็บ ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องครัว
มองผ่านไปที่หน้าบ้าน เห็นธรรม์ยืนหันหลังคุยกับอีกคนหนึ่งอยู่ จึงทำให้ไม่เห็นว่าเป็นใครกันแน่ที่มาด้วย ปิ๊กเขย่งเท้าเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล พอดีกับเสียงหวีดร้องของกาต้มน้ำที่บนเตาแก๊ส ที่ปิ๊กตั้งเอาไว้ ทำให้เขาต้องรีบเดินไปยกมันลง
“ผมหาซื้อกาแฟแบบที่คุณชอบดื่มได้แล้วนะ ถึงขนาดต้องเดินหา” ปิ๊กหันไปตามเสียงฝีเท้าที่ได้ยิน ก่อนจะยกถุงกาแฟชูขึ้นในอากาศ แต่ปิ๊กก็ไม่ได้พูดจนจบประโยค ว่าเขาต้องเดินเข้าๆออกๆห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์สโตร์เกือบสิบแห่ง กว่าจะหาซื้อมันมาได้ เพราะปิ๊กมองเห็นธรรม์ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่มีชายหนุ่มอีกคน ที่ปิ๊กจำได้แล้วว่า เป็นเพื่อนร่วมงานที่เดียวกันกับธรรม์ ที่เขาเคยเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน
ปิ๊กหุบยิ้มลงในทันที ก่อนจะค่อยๆลดมอที่ถือห่อกาแฟนั้นลงตามไปด้วย “พอดีเลย เดี๋ยวเราต้องทำงานต่อจนเสร็จ ได้กาแฟสักถ้วยสองถ้วยก็คงจะดี เดี๋ยวยังไงธรรม์ คุณสั่งเด็กทำงานบ้านของคุณให้ชงกาแฟให้เราสองคนด้วยนะครับ” พูดจบ ชายหนุ่มคนที่มากับธรรม์ก็เดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่น ที่ทำงานค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนนี้
“ได้ยินแล้วใช่ไหม” ธรรม์ที่มองมาที่ปิ๊กด้วยสายตาเฉยๆ ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะเดินกลับออกไปจากตรงนั้นเช่นกัน `เด็กทำงานบ้าน` ที่ยืนตัวชาอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เพราะความสำคัญจริงๆของตัวเองนั้น เพิ่งได้รับการเปิดเผยและยืนยันออกมา โดยที่ถ้าหากว่าใครสักคนจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นคนดูแลงานบ้านให้กับธรรม์ ไม่ใช่คนที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน
ปิ๊กก็อาจจะเดินไปพูดให้คนที่เข้าใจผิด เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องได้ แต่นี่ เป็นที่ธรรม์เองต่างหาก ที่ไม่ได้พูดแก้ไขอะไรให้กับปิ๊กทั้งนั้น แล้วเขาจะกล้าเดินไปโวยวายอะไรกับใครได้กันเล่า ปิ๊กขยับเท้าเดินไปที่ตู้วางผ้าเช็ดมือเล็กๆ เพื่อที่จะเอาไปใช้คู่กับถ้วยกาแฟ แต่สิ่งที่เขามองเห็น คือพวกผ้าที่เขาซัก รีด และเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี มันถูกดันไปไว้ด้านใน โดยที่ด้านอก เป็นผ้าที่ธรรม์ซื้อมาใช้เอง เท่านี้ก็รู้แล้วว่า ธรรม์ไม่ได้แตะต้อง หรือใช้ผ้าที่ปิ๊กเตรียมเอาไว้ให้เลย
ปิ๊กชงกาแฟหอมกรุ่นสองถ้วย ก่อนจะเดินเอาไปให้ทั้งสองคนที่นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน โดยที่ปิ๊กมองเห็นคนทั้งสองดูสนิทสนมกันดี ธรรม์เงยหน้าขึ้นมองมาที่ปิ๊ก ทันทีที่เห็นผ้าผืนที่ปิ๊กเตรียมเอาไว้ให้ใช้ แต่ธรรม์ไม่เคยใช้มันเลยสักครั้ง ปิ๊กนั้น ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวว่า นี่อาจจะเป็นการบังคับหรือยัดเยียดธรรม์ก็ตาม แต่เขาก็อยากให้ธรรม์ใช้มัน อย่างน้อยก็แค่สักครั้ง ที่จะใช้ประโยชน์จากมัน
ถึงแม้ว่าธรรม์จะไม่เคยเห็นถึงความสำคัญของคนที่ทำให้ธรรม์อย่างปิ๊กก็ตามที ปิ๊กเดินเลี่ยงกลับเข้ามาในห้องครัว เขารีบทำสิ่งที่ทำค้างเอาไว้ต่อ ก่อนจะได้ยินเสียงคนอีกสองสามคนที่เพิ่งมาถึง ดังขึ้นที่ด้านนอก และไม่นานหลังจากนั้น เสียงก็ดังใกล้เข้ามาทางที่ปิ๊กยืนอยู่ ไม่รู้ว่าทำไม แต่ปิ๊กสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องน้ำ และปิดประตูลง เมื่อเห็นว่าเป็นธรรม์และเพื่อนอีกคนที่ทำงานด้วยกันมานาน
“เฮ้ย มีอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า โหมงานหนักน่าดูนี่หว่าช่วงนี้” ปิ๊กได้ยินน้ำเสียงเพื่อนของธรรม์ ฟังดูทีเล่นทีจริงแบบนั้น “สามคืนรวดเลยนะ สองต่อสอง ท่าทางจะมีอะไรดี จนต้องติดใจซะแล้วล่ะมั้งเพื่อนเรา” ธรรม์ไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่ปิ๊กได้ยินเขาหัวเราะเบาๆ ปิ๊กรอจนทั้งสองคนกลับไปที่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำออกมา
ปิ๊กลอบมองไปที่ธรรม์ เห็นชายหนุ่มกับเพื่อนๆ ที่ธรรม์มีสังคมด้วย ก่อนที่ความจริงจะพุ่งเข้ามาหาจิตใจของปิ๊ก ว่าเขานั้นอยู่ไกลจากธรรม์มากแค่ไหน ปิ๊กรู้ตัวอีกที เขาก็เดินเข้าซอยจนมาถึงหน้าบ้านของตัวเองแล้ว ปิ๊กออกจากบ้านของธรรม์มาโดยที่ไม่ได้พูดบอกใคร และไม่มีใครใส่ใจถามเขาสักคน หรือแม้แต่ธรรม์เองก็ตาม ปิ๊กหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ก่อนที่แม่ของเขาจะหันมาเห็นพอดี
“มีอะไรหรือลูก” คำถามของแม่ ที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงของความห่วงใย ทำให้ปิ๊กรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา ปิ๊กก้าวเท้าช้าๆเดินเข้าบ้าน แต่ดูเหมือนว่าพละกำลังของเขาดูจะเหลือน้อยลงทุกที และยิ่งเขาเห็นแม่รีบเดินเข้ามาหา พร้อมทั้งอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น ที่รอให้เขาซบหน้าเข้าหาไออุ่นแห่งความรัก มันทำให้ปิ๊กต้องร้องไห้ออกมาในทันที
“ไม่เป็นไรนะลูก ปิ๊ก ไม่เป็นไรนะ” เสียงพร่ำบอกปลอบประโลมของแม่ ทำให้ปิ๊กกลั้นเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ “แม่ครับ ผมขอโทษ” ปิ๊กบอกแม่ออกไปแบบนั้น “ไม่เป็นไรลูก ปิ๊กไม่ได้ทำอะไรผิด เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม” ผู้เป็นแม่รีบบอกลูกชายออกไป พร้อมกับกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้น “ร้องออกมาเถอะลูก ไม่เป็นไร แม่อยู่นี่แล้ว ร้องไห้ให้พอเถอะนะ ปิ๊ก” เธอเข้าใจดีถึงความรู้สึกของลูกชาย ที่ว่าวันหนึ่ง มันคงจะเดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป
“โปรเจ็กต์นี้ ผ่านไปได้ด้วยดี และพวกเราต้องถือว่า ความสำเร็จที่ได้รับนั้น มาจากเจ้าธรรม์โดยแท้” หัวหน้าฝ่ายกล่าวกับทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น หลังจากที่ทุกอย่างลงตัว และลูกค้าพอใจ พร้อมกับรายได้มหาศาลที่พร้อมจะจ่ายให้กับโครงการนี้ในทันที รวมถึงงานถัดๆไปอีกด้วย
“รับรองว่า นี่ประกันได้เลยว่า พวกเราจะขยายฐานลูกค้าไปได้อีกเยอะ ก้าวหน้าได้อีกไกล” ธรรม์ยิ้มออกได้อย่างเต็มที่ เมื่อเขาได้ยินคำพูดนั้นของหัวหน้าฝ่าย และความแน่นอนแล้วว่า ธรรม์เองก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าฝ่ายด้วยเช่นกัน และนั่นหมายความว่า ความสดใสของอาชีพการงาน ความมั่นคงในฐานะการเงินของเขา มันจะเพิ่มความมั่นใจให้กับธรรม์อีกโข
“เฮ้ย ธรรม์ เดี๋ยวไปฉลองกันเว้ย ไม่เมาไม่เลิก งานนี้หัวหน้าจ่าย” เสียงชวนนั้นดังขึ้น เมื่อธรรม์รีบเก็บของที่โต๊ะของเขาจนเสร็จ “ขอเลื่อนไปก่อนแล้วกัน วันนี้ ไม่ว่างจริงๆว่ะ” ธรรม์ตอบกลับไป พร้อมกับยิ้มกับตัวเองเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปทำอะไร “อะไรวะ จะไปกับกิ๊กหรือไง ยิ้มหวานมีความสุขเชียวนะ” เสียงแซวดังขึ้น
“อีกไม่กี่วันก็วาเลนไทน์แล้ว ไว้ไปวันนั้นก็ได้นี่หว่า” ธรรม์ไม่ตอบ แต่ก็รู้ว่าเขามีแพลนเอาไว้แล้วว่า เย็นนี้เขาจะทำอะไร และวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึง เขาต้องการที่จะใช้เวลาอยู่กับใคร “ธรรม์ล่ะครับ” ทั้งหมดที่กำลังเตรียมพร้อมจะออกไปฉลองแบบไม่สว่าง จะหาทางกลับบ้านไม่ถูกบอกกับเพื่อนร่วมงานของธรรม์คนนั้น ด้วยอาการส่ายหน้า รู้แต่เพียงว่าธรรม์ไม่ได้ไปกับพวกเขาในคืนนี้อย่างแน่นอน
“”ปิ๊ก ลูก วันนี้แม่ลืมดูที่ตู้จดหมายหน้าบ้าน ไม่รู้ไปรษณีย์เอาอะไรมาส่งบ้างหรือเปล่า ปิ๊กออกไปดูให้แม่หน่อยสิลูก” แม่ที่เห็นลูกซึมๆไปก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ส่วนปิ๊กเองนั้น พอรู้ตัวว่า เขากำลังทำให้แม่เป็นห่วง ก็รีบยิ้มออกมา ถึงแม้ว่ามันจะฝืน แต่ก็ดีกว่าทำให้แม่ต้องกังวลเรื่องของเขาไปมากกว่าเดิม ปิ๊กเดินออกไปที่หน้าบ้าน เขาเปิดตู้จดหมายออกดู แต่มันก็ว่างเปล่า ปิ๊กปิดประตูตู้ลงตามเดิม
“ปิ๊ก” ก่อนจะได้ยินเสียงของธรรม์เรียกชื่อของเขา “คุณไม่ได้ไปบ้านผมตั้งหลายวัน” และพอปิ๊กหันหลังกลับไปมอง ก็เจอเจ้าของคำถามที่ปลดเน็คไทออกจากเสื้อเชิ้ต พับแขนเสื้อขึ้นแบบสบายๆ แม่มองออกมาด้านนอก ก่อนจะยิ้มและปล่อยให้เป็นเรื่องของทั้งสองคน เพราะก่อนหน้านี้ ธรรม์ได้โทรมาปรึกษากับเธอแล้ว
“คุณน่าจะหาเด็กทำงานบ้านคนใหม่ได้ไม่ยาก” ธรรม์นั้นต้องแอบยิ้ม เมื่อนานๆที จะเห็นปิ๊กแสดงอาการงอนออกมาแบบนี้ “ใครจะมารู้ใจผมได้ดีไปกว่าคุณล่ะครับ ปิ๊ก” คนที่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มอย่างยั่วเย้า เห็นปิ๊กทำเป็นไม่มองเขาเสียอย่างนั้น เพราะปิ๊กนั้นอยากจะบอกกับธรรม์ว่า ถ้าหากไม่ได้หมายความตามที่พูด ก็อย่าเอ่ยมันออกมาเลยจะดีกว่า
“คุณมีธุระแค่นี้ใช่ไหม ผมจะเข้าบ้านแล้ว” ปิ๊กทำท่าจะทำอย่างที่พูดในทันที แต่ธรรม์ขวางเขาเอาไว้ “เดี๋ยวสิ ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณตั้งเยอะแยะ” ธรรม์รีบบอกออกไป ปิ๊กทำท่าเหมือนกับไม่สนใจ แต่หัวใจกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ “ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง” ธรรม์รวบรวมคำพูดที่เขาเตรียมมา “โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว” และนั่นทำให้ปิ๊กตวัดสายตากลับมาสบตากับธรรม์
“ผมไม่ได้แก้คำพูดเรื่องที่คุณเป็นเด็กทำงานบ้านให้ผม” ธรรม์พูดต่อจากนั้น “ผมยอมรับความผิด แต่ก็เพราะผมไม่อยากให้คนอื่นละลาบละล้วงถามเรื่องอื่นๆของคุณต่ออีก” ปิ๊กฟังทำคำพูดที่กำลังออกมาจากปากของธรรม์ “แล้วอีกอย่าง ผมคิดว่ามันก็น่ารักแกมตลกดี ที่ผมนั้นมีเด็กทำงานบ้านที่ดูดีขนาดนี้” ธรรม์พูดไปก็หายใจลำบากไป เพราะต้องมาพูดต่อหน้าปิ๊กแบบนี้ ส่วนปิ๊กก็ทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน เพราะปกติ ธรรม์ก็ไม่ใช่คนพูดอะไรเยอะอย่างที่เขาเกริ่นเอาไว้เช่นกัน
“อย่างน้อยถ้าผมจะรู้ในสิ่งที่คุณคิดบ้าง มันก็คงจะดีกว่ารู้สึกว่า เจ้าของบ้านเขาไม่ต้อนรับแบบนี้” ปิ๊กพูดในสิ่งที่เขารู้สึกออกไป “ปิ๊ก ถ้าผมไม่ต้อนรับคุณ ผมจะให้คุณไปที่บ้านผมบ่อยๆทำไม แถมยอมให้คุณจัดต้นไม้ เตรียมข้าวของต่างๆให้ โดยไม่ว่าคุณสักคำ อย่างนั้นน่ะหรือ ฮึ” ธรรม์พูดพลางก้าวเท้าเข้าใกล้กับปิ๊ก
“คุณไม่เคยพูด ไม่เคยบอกสักคำ ผมจะรู้ได้ยังไง ว่าคุณคิดอะไรอยู่” ปิ๊กให้เหตุผลที่ธรรม์เองก็ยอมรับว่าเขาควรจะทำแบบนั้นเช่นกัน “ทุกอย่างเป็นเพราะผมไม่กล้าต่างหาก” ธรรม์บอกกับปิ๊กออกไป และนั่นทำให้อีกฝ่ายนึกสงสัย “ผมก็แค่คนที่คอยแต่จะรบกวน วุ่นวายกับชีวิตของคุณ” ปิ๊กยังคงรู้สึกน้อยใจกับวันเวลาที่ผ่านมา
“ผมไม่มั่นใจ ไม่กล้า เพราะกลัวว่าตัวเองนั้นดีไม่พอ” ทั้งสองหนุ่มสบตากันนิ่ง เนิ่นนาน “ผมเห็นคุณสละเวลา มาคอยดูแลผม ไม่ว่าคุณเองจะเหนื่อยยังไงก็ตาม มันทำให้ผมยิ่งต้องมุ่งมั่น มุมานะทำงานให้หนักขึ้น เพราะในใจผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะต้องทำให้มากขึ้นกว่านี้ ถ้าหากว่า ผมจะพูดในสิ่งที่ผมเก็บเอาไว้ในใจมานานแล้วกับคุณ” ธรรม์นั้น หมายความตามที่พูดในทุกๆคำ
“ผมไม่เคยมีใคร” ปิ๊กสบสายตากับธรรม์ “ไม่เคยคิดที่จะมีคนอื่น” น้ำเสียงของธรรม์มีความจริงใจแฝงอยู่ในทุกอณู “และผมคิดจะพูดบอกความในใจ เมื่อผมมั่นใจในตัวเอง ว่าต่อไปผมจะสามารถดูแลคนพิเศษของผมคนนั้นได้อย่างแน่นอน” ปิ๊กขยับเท้าก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“แต่ความหวังดี ความใส่ใจของผม ไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณ ผมไมกล้าคิดหรอก ว่าผมจะเป็นคนพิเศษของใครได้” ธรรม์นั้นยอมรับความผิดในข้อนี้โดยไม่มีข้อแม้ “คุณรู้ไหมปิ๊ก ว่าผมโมโหคุณมากแค่ไหน เรื่องที่คุณเอาผ้าพวกนั้นมาใช้” ธรรม์ทำเสียงดุใส่ปิ๊กในทันที เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
สายตาที่มองฉัน
ฟ้องว่าใจเธอ
คิดว่าฉันมากวนใจ
ไม่เคยเข้าใจกันซักที
ในความหมายที่ทำไป
“ไม่ใช่เพราะผมไม่อยากหรือไม่ต้องการใช้มัน แต่คุณทั้งซัก ทั้งรีด จนมันสวย ดูดีไปหมด ผมเลยไม่กล้าใช้ ได้แต่ดันมันไปไว้ด้านใน เพราะไม่อยากให้ใครแตะต้อง ทำให้มันเสียหาย คุณรู้บ้างไหม” ปิ๊กเองนั้น ได้รับคำตอบของความน้อยใจในข้อนี้ของตัวเองจากสิ่งที่เพิ่งได้ยินธรรม์บอกออกมา
ว่ามันคือความจริงใจ
จากบางคนที่รักเธอ
คนที่เธอไม่เคยคิดอะไร
“ถ้าเพียงแต่เราจะได้พูดบอกความรู้สึกให้กันได้รับรู้” ธรรม์บอกความผิดพลาดให้กับปิ๊กได้ฟัง “ถ้าหากคุณจะบอกผม” ปิ๊กทำเสียงงอนนิดๆออกไป “ถ้าหากคุณจะถามผม” ธรรม์ทำเสียงน้อยใจกลับไป ก่อนที่ทั้งสองจะเห็นว่า ต่างฝ่ายต่างแอบกลั้นความเขินเอาไว้ และมันทำให้ทั้งสองยืนเงียบแต่มองกันไปกันมาอยู่นานพอสมควร
ถ้าหากไม่รัก จะทำอย่างนั้นทำไม
จะคอยทุ่มเทอย่างนั้นไปเพื่อใคร
ไม่ใช่เธอหรอกเหรอ
“แต่วันนี้ ผมว่าผมพร้อมและมั่นใจในตัวเองมากพอแล้ว” ธรรม์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง และมันก็ทำให้ใจของปิ๊กเต้นแรง “จะพูดอะไร ถ้าคิดว่ามันผิดคน ผมว่าคุณอย่า” ปิ๊กพยายามจะห้ามธรรม์ออกไป เพราะเขาไม่อยากทำให้หัวใจคิดมากไปกว่านี้ “เวลาคุณไม่ไปหาผม” ธรรม์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เขาเดินเข้าหาปิ๊กที่ไม่เดินหนีเขาแล้ว “บ้านมันไม่เป็นบ้านเลย และผมไม่มีความสุขเลยจริงๆนะ” ชายหนุ่มทั้งสองคนมองสบตากัน โดยที่ต่างก็รู้ดีว่า กำลังจับมือกันอยู่ด้วย
ถ้าหากไม่รัก จะมาทำไมให้เจอ
เหตุผลข้อเดียวสำหรับฉันคือรักเธอ
อยากให้เธอรู้ อยากให้เธอเข้าใจ
“ผมน่ะ มันโชคดีแค่ไหนแล้ว แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่จะมีใครใส่ใจผมมากพอ ด้วยการตระเวนหาซื้อกาแฟยี่ห้อที่ผมชอบให้ได้ในที่สุด ทั้งๆที่มันแทบจะไม่มีร้านไหนขายแล้ว” ธรรม์หัวเราะออกมาอย่างรู้สึกผิดด้วย รู้สึกดีด้วยไปพร้อมๆกัน กับความดูแลเอาใจใส่ของปิ๊ก ที่มีให้กัน มีให้เขามาตลอด
แม้เธอไม่เคยรู้
ฉันก็จะรอจนกว่าฟ้าจะดลใจ
ให้เธอเปลี่ยนแปลงในท่าที
และมีฉันข้างในใจ
“แล้วที่ผมไปหาคุณบ่อยๆ ให้คุณเจอหน้าผมแทบทุกวัน” ปิ๊กถามสิ่งที่อยากรู้มานานกับธรรม์ออกไป “เรื่องนั้น ผมคงต้องขอบคุณที่คุณไม่เบื่อที่จะทำแบบนั้นไปเสียก่อน คุณคงไม่รู้หรอกว่า มันมากมายกี่วันกัน ที่ผมต้องชะเง้อมองว่าเมื่อไหร่คุณจะมา และยิ่งคุณไม่ไปหาผมติดต่อกันหลายวันแบบนี้ ผมแทบขาดใจ” ธรรม์บอกกับปิ๊กไปตามตรง เขาบีบมือของปิ๊กแน่นขึ้น เพื่อให้รับรู้ความรู้สึกนี้ที่เขากำลังถ่ายทอดไปให้
ไม่ใช่คนอื่นคนไกล
อย่างตอนนี้ที่ฉันเป็น
ทำอะไรก็ดูไม่เข้าตา
“ให้มันจริงเถอะ” ปิ๊กนั้นอายจนแทบจะเดินหนีอีกฝ่ายไปให้ได้ แต่ธรรม์ก็จับมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “ทุกคำพูด ทุกความจริงใจ” ธรรม์ยืนยันไปตามที่เขารู้สึก ปิ๊กไม่ได้พูดขัดอะไรออกไป ได้แต่พยักหน้ารับคำแต่โดยดี “อีกไม่กี่วัน” ธรรม์กระซิบที่ข้างหูปิ๊ก “จะเป็นวันแห่งความรัก” ปิ๊กว่าเขารู้ว่าธรรม์จะพูดอะไร ก็ได้แต่กลั้นความเขินเอาไว้ ทั้งๆที่มันยากที่จะไม่แสดงออกมา
ถ้าหากไม่รัก จะทำอย่างนั้นทำไม
จะคอยทุ่มเทอย่างนั้นไปเพื่อใคร
ไม่ใช่เธอหรอกเหรอ
“ผมอยากจะชวนคุณไป” คราวนี้เป็นที่ธรรม์ ที่พูดไม่ทันจะจบประโยค “ผมคงต้องดูก่อน ว่าวันนั้นผมว่างหรือเปล่า” ปิ๊กรีบพูด แล้วทำท่าจะเดินเข้าบ้าน ก่อนจะหันมาถามธรรม์ว่า “ถ้าคุณจะไม่อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน จะกลับเลยก็ได้นะ” ธรรม์มองเห็นแล้วว่า คนที่เป็นต่อในตอนนี้ ไม่ใช่เขาอีกต่อไป แต่เป็นปิ๊กต่างหาก
ถ้าหากไม่รัก จะมาทำไมให้เจอ
เหตุผลข้อเดียวสำหรับฉันคือรักเธอ
อยากให้เธอรู้ อยากให้เธอเข้าใจ
“ตกลงจะตามมาหรือไม่มากันแน่” ปิ๊กถามขึ้นน้ำเสียงงอนๆ เมื่อเห็นธรรม์ยังไม่ยอมเดินตามมา ธรรม์ยิ้มแล้วรีบเดินไปหา “รักปิ๊กนะ” ก่อนจะจับมือของปิ๊กแบบประสานมือ “แล้วปิ๊กรักผมไหม” แล้วเดินเข้าบ้านไปด้วยกัน
ถ้าหากไม่รัก
โรส ศรินทิพย์

--------------------------------------------------------
วันที่ 14 กพ นี้เป็นวันเกิดผมฮะ
อยากได้คำอวพพรดีๆจากพี่ TLR จังเลยคับ
#1 By maew189870 (49.48.140.37) on 2012-02-12 13:11