+ ดึกดึก นึกถึงเธอ: The Night Love Train
posted on 26 Apr 2012 13:29 by this-is-tlr in ShortStories directory Fictionดึกดึก นึกถึงเธอ: The Night Love Train
“พวกมึงว่า มันแปลกๆอยู่ไหมวะ” เก่งที่กำลังดวดเบียร์กระป๋องกับเพื่อนๆอยู่ตรงที่นั่ง เอ่ยถามขึ้นมา “มึงพูดเรื่องอะไรวะ ไอ้เก่ง” คนอื่นๆที่เริ่มกึ่มจนเกือบจะเมาแล้ว ไม่รู้ว่าเก่งกำลังสงสัยเรื่องอะไร “ก็ไอ้เอ็ฟยังไงล่ะวะ ที่อยู่ๆมันก็เปลี่ยนตั๋วกับลุงเขา” เก่งพยักเพยิดไปทางเตียงนอนของลุงคนนั้น ที่ปิดม่าน นอนกรนออกมาให้ได้ยินไปแล้ว
“แล้วก็ดูจะดีใจเสียเต็มประดา ที่ได้ไปนั่งที่ใหม่” เก่งตั้งประเด็นขึ้นมา เพื่อให้กลุ่มเพื่อนของเขาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ “เอ็งคิดมากไปหรือเปล่าวะ” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่กระดกเบียร์จนหมดกระป๋องพูด พลางเปิดกระป๋องใหม่ไปด้วย ก่อนจะพูดขึ้นเพิ่มเติมว่า
“ไอ้เอ็ฟมันก็บ่นมาตลอด ว่ามันอยากนั่งชั้นสองนอนแอร์ แล้วพอมันได้นั่งขึ้นมาจริงๆ มันก็ต้องลิงโลดเป็นธรรมดา ถูกไหมวะ” พูดจบ เพื่อนคนนี้ก็หันไปหาความเห็นจากเพื่อนคนอื่นๆอีกครั้ง “เออ” เสียงตอบรับแบบยานคางดังสนับสนุนมาจากเพื่อนทุกคนที่เหลือ เพราะแต่ละนายเริ่มเมา คออ่อนคอพับกันแล้ว
“มึงก็อย่าไปหวังเอาอะไรกับไอ้เอ็ฟมันมากนักเลย ไอ้นี่มันก็บ้าไปตามเรื่องของมัน พอมันได้นั่งที่ที่มันอยากได้ เจอของเล่นที่มันถูกใจ มันก็ต้องทำตาลุกวาว อยากได้มาเป็นเจ้าของตามแบบฉบับของมันนั่นแหละ ไอ้เก่ง มึงก็ทำเป็นไม่รู้จักเพื่อนซี้ของมึงไปได้” เรื่องนั้นน่ะ เก่งรู้ดีเกี่ยวกันไอ้เอ็ฟเพื่อนรัก แต่มาคราวนี้ เขารู้สึกว่า มันมีอะไรแปลกๆเกี่ยวกับเพื่อนรักต่างหาก ที่อาจจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์ที่เก่งไม่เคยรู้เกี่ยวกับไอ้เอ็ฟมาก่อนต่างหาก
“คุณๆ” เอ็ฟที่นั่งมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ “นี่คุณ” เรียกชายหนุ่มคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามทางเดินกลางรถไฟออกไป ปุ้นที่พยายามจะทำสมาธิ อ่านหนังสือที่ถืออยู่ในมือ ไม่อยากจะสนใจผู้ชายหน้าทะเล้นคนนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรับรู้ไอ้อาการเหมือน `อยู่ไม่สุข` ของเอ็ฟเข้าจนได้ “คุยกับผมหน่อยสิครับ” เอ็ฟนั้น พอถูกอีกฝ่ายไล่ให้มานั่งที่ของตัวเอง หลังจากที่แสดงอาการรุ่มร่าม ไปยืนค่อมตัวของปุ้น และก้มหน้าเข้าหาจนแทบจะหอมแก้มปุ้นอยู่แล้ว
ก็ยังไม่ลดละความพยายามแต่อย่างใด เพราะคิดว่า โอกาสแบบนี้มันหายากจะตาย ที่จะเจอใครที่เขารู้สึกถูกใจ และไม่ใช่เพียงแต่อยากจะเล่นๆด้วยเท่านั้น ยิ่งได้เห็นไอ้ท่าทีเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายของปุ้นด้วยแล้ว เอ็ฟรู้สึกว่าเขาทนไม่ได้ ที่จะถูกอีกฝ่ายทำท่าหมางเมินใส่
“ผมไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับคุณ” ปุ้นตอบไปแบบไม่หันไปมอง “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเป็นคนหาเรื่องมาคุยกับคุณเอง” คำพูดของเอ็ฟทำเอาปุ้นต้องหลับตาลง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ “ที่ผมพูดผมหมายความว่า” และพอปุ้นลืมตาขึ้น เพื่อจะอธิบายให้ชายหนุ่มคนนี้เข้าใจ ก็ต้องอึ้ง เมื่อเอ็ฟนั้นย้ายก้นมานั่งตรงหน้าเขาอยู่ที่เบาะฝั่งเดียวกันเสียแล้ว
“รังเกียจผมหรือไงครับ” เอ็ฟทำเสียงอ้อน ใช้สายตาเหมือนลูกสุนัขกำลังออดอ้อนขอขนมจากเจ้าของ “คุณเองก็คงไม่อยากให้ผมโกหกใช่ไหมล่ะ” ปุ้นถามออกไปตรงๆ เอ็ฟเกือบจะถึงอาการหมดคำถาม เพราะเห็นว่า ไอ้ลูกหยอดของตัวเองใช้กับอีกฝ่ายไม่ได้ผล เอ็ฟจึงต้องรีบคิดหาทางเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว ขืนปล่อยให้ชายหนุ่มคนนี้พูดเรื่องจริง แบบไม่โกหกกัน มีหวังเขาต้องกลับไปนั่งหง่าวอยู่ตรงที่นั่งของตัวเองอย่างแน่นอน
“อ่านหนังสืออะไรอยู่หรือครับ ท่าทางน่าสนุก” เอ็ฟนั้น ไวเท่าความคิด เบี่ยงประเด็นไปได้ในทันที ปุ้นที่มองที่หน้าปกหนังสือที่เขากำลังศึกษาอยู่ มันอ่านได้ว่า `เศรษฐศาสตร์การบริหารทรัพยากร` ก็ต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับเอ็ฟไปตรงๆ เจ้าเอ็ฟเองก็เหมือนจะรู้ทัน รีบเอ่ยปากบอกไปว่า “ก็แหม ผมเห็นคุณตั้งหน้าตั้งตาอ่านขนาดนั้น ก็เดาว่ามันคงจะสนุกมาก” ปุ้นเห็นชายหนุ่มยิ้มหวานส่งมา แต่แววตาดูซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ยังไงชอบกล
“แล้วอีกอย่าง ผมก็กำลังมองหาคนที่ชอบทำกับข้าว ดูแลบ้านช่อง ใส่ใจคนรอบข้างแบบนั้น เผื่อว่าคุณก็กำลังอ่านหนังสืออะไรทำนองนั้นอยู่ ผมจะได้รู้ว่า ผมมาถูกทางแล้ว” เอ็ฟไม่พูดเปล่า ใช้สายตาวอนขอความเห็นใจจากอีกฝ่ายออกไปตรงๆ และเอ็ฟมั่นใจว่าเขาเห็นอีกฝ่ายที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แน่ใจนัก ว่าจะจัดการกับเอ็ฟยังไงดี มีรอยยิ้มบางๆฉาบฉายอยู่ที่มุมปากนั้น
“เสียใจด้วยนะครับ เผอิญผมชอบทานข้าวนอกบ้าน ไม่ชอบทำกับข้าว” ปุ้นชิงพูดออกไปในทันที “แถมทานคนเดียวมันก็สะดวกดีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องคอยวุ่นวายกับใคร” เอ็ฟนั้นแอบอมยิ้ม เมื่อเห็นแล้วว่า ปุ้นพยายามจะบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงเขา แต่คิดหรือ ว่าคำพูดที่ตัดฉับการเชื่อมสายสัมพันธ์แบบนี้ จะทำให้เอ็ฟเลิกราไปง่ายๆ
“แหม คุณพูดแบบนี้ มันก็ทำให้ผมจำเป็นต้อง อธิบายบางอย่างให้คุณเข้าใจเสียหน่อยแล้ว” เอ็ฟปั้นหน้าจริงจัง ก่อนจะไม่วายสะกิดตัวของปุ้นให้หันมามองเขาแบบตั้งใจฟังสิ่งที่เอ็ฟจะพูดต่อไปนี้ “คุณคิดดูนะ ถ้าคุณเอาแต่กินข้าวนอกบ้านแบบนั้น แล้วห้องครัวที่บ้านของคุณจะเสียใจขนาดไหน” ปุ้นกำลังจะอ้าปากพูดออกไป เอ็ฟก็ถือโอกาสเอาปลายนิ้วมาแตะที่ริมฝีปากของปุ้น เพื่อห้ามเขาเอาไว้เสียก่อน
“ยังๆ มันยังไม่ใช่เพียงแค่นี้” ปุ้นขยับริมฝีปากออกจากปลายนิ้วของเอ็ฟ โดยที่เห็นเจ้าของนิ้วนั้น เอ็ฟแตะนิ้วไปที่ริมฝีปากของตัวเอง แล้วส่งสายตาหวานเชื่อมให้ปุ้น “โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ ช้อน จาน ชาม คุณคิดว่ามันจะเหงาใจบ้างหรือเปล่า ที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่มันควรจะเป็น” เอ็ฟบอกเหตุผลที่ทำให้ปุ้นถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา
เพราะไอ้คำพูดที่ฟังแล้วไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลเอาเอาเสียเลยของอีกฝ่าย “แถมอีกอย่างนะคุณ มันจะทำให้เราสองคนได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ไม่ได้หรือครับ ที่คุณจะได้มีใครสักคน อย่างเช่นผม” เอ็ฟหยุดพูดนิดหนึ่งเพื่อรอจ้องตากับปุ้น “เอาไว้ป้อนข้าวอ้ำ ป้อนน้ำอ้ำ” ยังไม่ทันที่เอ็ฟจะได้คำตอบใดจากปุ้น ก็ต้องถูกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“เชิญเลยครับ” ปุ้นเหมือนได้ยินระฆังเวทีมวยช่วยเอาไว้ รีบบอกกับพนักงานเจ้าหน้าที่รถไฟ ที่เดินมาปูเตียงนอนให้ ปุ้นลุกขึ้นยืน ส่วนเอ็ฟนั้นก็ต้องจำใจลุกขึ้นตาม เมื่อสายตาพิฆาตของพนักงานมองมาที่เขาแบบว่า ถ้าไม่อยากให้ปูเตียงก็ได้นะ แต่แกคงจะต้องนั่งหลับไปจนถึงที่หมายของแก จะเอาอย่างนั้นไหม
“เรื่องที่เราพูดกันค้างเอาไว้ มันยังไม่จบนะ” เอ็ฟกระซิบกระซาบพูดกับปุ้น แต่ปุ้นนั้นทำเป็นไม่ได้ยินมันเสียแทน และนั่นทำให้เอ็ฟต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาจากปาก แต่เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พนักงานรถไฟหันมาทางเขาพอดี หลังจากที่ได้ปูเตียงของปุ้นเสร็จแล้ว “โอเค เชิญเลยครับพี่” เอ็ฟได้แต่พูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะเห็นปุ้นนั่งลงบนที่นั่ง ที่ตอนนี้ปรับเป็นเตียงมีที่นอนปูเรียบร้อยแล้ว
“คุณ” เอ็ฟเรียกปุ้นเอาไว้ แบบพยายามห้าม แต่ปุ้นก็แอบยิ้ม ก่อนจะถอดรองเท้าสอดไว้ใต้เตียง แล้วยกขาขึ้นด้านบน “เดี๋ยวสิ” เอ็ฟต้านสิ่งที่เขามองเห็นปุ้นทำอย่างสุดกำลัง เมื่อปุ้นเอื้อมมือดึงม่านให้ค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ พลางทำหน้าเหมือนว่า ก็ได้ยินเสียงอะไรอยู่หรอกนะ แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน พอปิดม่านเสร็จ ปุ้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ
ก่อนจะได้ยินเสียงพี่พนักงานรถไฟ บอกให้เอ็ฟเข้านอนได้แล้ว อย่ารบกวนผู้โดยสารคนอื่นเขา เอ็ฟนั้นทำจิ๊จ๊ะปากอีกเล็กน้อย ก่อนจะยอมทำตาม ปุ้นนั้นพอโล่งอกจากหนุ่มฟน้าทะเล้นคนนั้นมาได้ ก็จัดแจงหมอนให้เข้าที่ แกะผ้าห่มออกจากซองพลาสติก ก่อนจะหยิบเอาเครื่องเล่นเอ็มพีสามออกจากกระเป๋า เพื่อจะได้เสียบหูฟัง เปิดคลอกล่อมก่อนนอน
“ทำยังไงดีวะ แบบนี้ก็ขาดตอนกันพอดีสิ” เอ็ฟบ่นงึมงำๆอยู่คนเดียว เมื่อต้องถูกบังคับให้ต้องเข้านอนเร็วแบบนี้ “ยังไม่ดึกเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ โธ่ แล้วแบบนี้จะจีบติดได้ยังไง” เอ็ฟส่ายหัวไปมา พลางคิดหาหนทางใหม่ให้ได้ เขาล้มตัวลงนอนยกมือก่ายหน้าผาก ยกขาวางไว้บนเข่าอีกด้าน พลางใช้ความคิดไปด้วย “หรือจะต้องบอกไปตรงๆว่า กำลังจีบเขาอยู่” เอ็ฟใช้นิ้วชี้แตะขึ้นลงบนคางอย่างช้าๆ
“เฮ้ย แต่ว่านี่ ถ้ายังไม่รู้ว่าเราจีบ ก็จะเว่อร์มากไปแล้วล่ะ” เอ็ฟว่า เขาน่ะแสดงออกให้รู้เยอะขนาดนี้แล้ว ไม่น่าจะพลาดหรอก ที่อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่า กำลังถูกเขาคุกคามทางหัวใจอยู่ แถมเขาเองก็ทั้งน่ามอง ทั้งมีเสน่ห์ขนาดนี้ ชายหนุ่มที่นอนอยู่เตียงนอนฝั่งตรงข้ามทางเดินนั้น อดใจต้านแรงแห่งความพึงพอใจนี้เอาไว้ไม่อยู่หรอก
ปุ้นกราบหมอนเสร็จ ก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาลง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลดังคลอไปเบาๆ เขาคิดถึงเรื่องที่จะทำในสัปดาห์หน้า คิดถึงเรื่องที่จะต้องโทรหาแม่ทันทีที่ถึงสถานีปลายทาง ก่อนจะนึกให้ออกว่า เขาได้ถอดปลั๊กกาต้มน้ำที่ห้องคอนโดกรุงเทพฯแล้วหรือยัง แต่ก็ต้องบอกให้ตัวเองเชื่อว่า ได้ทำแล้ว คิดไปคิดมา ก็พาลนึกถึงอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ความง่วงจากความเหนื่อยล้าก็ค่อยย่างกรายเข้ามาหา ปุ้นนั้นขยับตัวอีกเพียงเล็กน้อย ก็ผล็อยหลับลงไป แอร์เย็นพอดีๆ ผ้าห่มที่คลุมจนถึงหน้าอก และอาการสั่นเบาๆของรถไฟขณะแล่นไปบนรางรถไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนเปลหลังใหญ่ กำลังแกว่งไกวเจ้าตัวให้นอนหลับฝันดี ในค่ำคืนแห่งการเดินทางนี้
“คุณ” เอ็ฟที่โผล่พ้นผ้าม่านออกมาเฉพาะหน้า ส่งเสียงเรียกปุ้นออกไปเบาๆ “หลับหรือยังคุณ” เอ็ฟถามออกไป หวังว่าอีกฝ่ายจะยังไม่หลับ “คุณ อย่าเพิ่งหลับสิ คุยกับผมก่อน” ปุ้นนั้นที่เกือบจะเข้าสู่ภวังค์อยู่แล้วเชียว ก็ต้องเหมือนถูกปลุกขึ้นมา เพราะเสียงเรียกนั้นฟังดูอยู่ห่างออกไป แต่ไอ้อาการขยับขยุกขยิกที่อยู่ใกล้ๆ จนเหมือนอยู่บนเตียงนอนเดียวกันนี่สิ มันชักจะยังไงๆอยู่
ปุ้นเลยลืมตาขึ้นมอง ก่อนจะต้องตกใจ เมื่อมีชายหนุ่มอีกคน นั่งอยู่ที่เตียงนอนเดียวกับเขา “ผีหลอก” แวบแรกปุ้นคิดแบบนั้นจริง รีบตะเกียกตะกายขึ้นนั่งในทันที “เธออย่าส่งเสียงดังออกไปเช่นนั้น ฉันไม่ใช่ผีใช่สางมาจากไหน” คุณชายอภิรีบกล่าวห้าม ก่อนที่รถไฟจะโยนตัวแรงเล็กน้อย จนปุ้นเซไปด้านหน้า และริมฝีปากของเขาและของชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ ชนกันเบาๆเข้าพอดี
หนูไม่ยอม หนูไม่ยอม หนูไม่ยอม
มีโจรแปลกปลอม ย่องมาตอนหนูหลับ
พอลืมตา แหมจิตใจหนูหายวับ
เพราะหนูเผลอนอนหลับ
โจรย่องมาจับมาจูบมากอด
“คุณ” ปุ้นตกใจ “เธอ” คุณชายอภิเองก็เช่นกัน “คุณทำอะไรน่ะ” เอ็ฟได้ยินเสียงแปลกๆก็เอ่ยถามปุ้นออกไป ก่อนจะเห็นปุ้นนั้น มุดผ้าม่านออกมายืนด้านนอกอย่างรวดเร็ว “ฝันร้ายหรือครับ ให้ผมไปนอนเป็นเพื่อนไหม” เอ็ฟได้ที หาจังหวะและโอกาสได้แล้ว เพราะเห็นปุ้นนั้นหน้าตาตื่นๆอยู่ไม่น้อย “นี่เธอ เมื่อครู่ เธอจูบฉันด้วยสาเหตุอันใดรึ” คุณชายอภิมุดผ้าม่านออกมาด้วยเช่นกัน
หนูไม่ยอม หนูไม่ยอมรีบคว้าปืน
แล้วลุกขึ้นยืน หวังจะยิงให้จอด
พอหนูจะยิงโจรกลับวิ่งเข้ามากอด
แล้วจูบ หนูดังฟอด
แล้วโดดลงหลังเรือนไป
“เฮ้ย” เอ็ฟถึงกับตะลึง ร้องเสียงหลงออกมา “แกเป็นใคร ทำไมเข้าไปอยู่ในนั้นกับแฟนข้า” เอ็ฟนั้นอยากจะออกไปตั๊นหน้าของไอ้ผู้ชายดูดีมีชาติตระกูลคนนี้ แต่ก็เหมือนอยู่ในอาการช็อค อยากจะขยับ แต่ร่างกายมันกลับไม่ทำตาม “ผมไม่ได้จูบคุณ” ได้ยินคำถามแบบนั้น ปุ้นรีบหันไปแก้ตัวในทันที มันเป็นเพราะรถไฟต่างหาก
ผู้หมวดขา หนูขอแจ้งความ
เมื่อวันที่สิบสาม
ตอนสองยามเห็นจะได้
มีโจรคนหนึ่งไม่รู้ว่าชื่ออะไร
ผิวดำแดงร่างใหญ่ใหญ่
เขาย่องมาตอนหนูหลับ
เขาจับเขาจูบ แล้วเขาก็วิ่งหนีไป
“จูบสิ เพราะสิ่งเธอทำก็คือ เธอโถมตัวเข้าหาฉัน แล้วจึงประกบริมฝีปาก จุมพิตลงมาตรงๆที่นี่” คุณชายอภิเล่าถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น “เธอเองก็ไม่เชื่อฉันรึนี่” ฮุ่ยที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำพอดี มองไปที่คุณชายอภิอย่างเอือมๆ ก่อนจะส่ายหน้าให้กับคุณชายลิเกรวมดาว ว่านอกจากจะเพี้ยนแล้ว ยังบ้ากามอีกด้วย “แล้วนายเข้าไปในที่นอนของคุณคนนี้เขาทำไมไม่ทราบ” ฮุ่ยถามเมื่อสงสัยถึงเรื่องนั้น ซึ่งปุ้นเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
หนูไม่ยอม
หนูไม่ยอม ถึงแจ้งความ
ผู้หมวดต้องตาม ตามจับมาให้ได้
ลากตัวมา ขังให้สาสมใจ
แล้วให้เขาจูบหนูใหม่
แล้วหนูจะไม่ เอาความ
“คุณนอกใจผมทำไมเนี่ย” เอ็ฟยังไม่หายเฮิร์ท ที่อยู่ๆ ยังไม่ทันไร ก็จะมีผู้ชายอีกคนมาชิงปาดเอาแฟนของเขาไปต่อหน้าต่อตา “คุณเงียบก่อนได้ไหม” ปุ้นห้ามเอ็ฟเอาไว้ ส่วนคุณชายอภิก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายยังไง ฮุ่ยส่งสายตาตัดสินพฤติกรรมของคุณชายอภิออกไปให้เห็น ส่วนเอ็ฟก็คร่ำครวญว่าหากปุ้นไม่รัก ก็อย่าหักอกกันแบบนี้
หนูไม่ยอม
ฝน ธนสุนทร